นิติราษฎร์วิพากษ์ศาลรังแก'เสียงข้างมาก'

นิติราษฎร์วิพากษ์ศาลรังแก'เสียงข้างมาก'

คณะนิติราษฎร์ได้ศึกษารายละเอียดคำวินิจฉัยศาลรธน.มีปัญหาอย่างร้ายแรงหลายประการ อ้างคุ้มครองเสียงข้างน้อยหวังคุ้มครองอำนาจตัวเอง

คณะนิติราษฎร์ นำโดย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดแถลงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวานนี้(23พ.ย.)

คำแถลงระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ทำให้เกิดปัญหาตามมาทันทีเกี่ยวกับข้อสงสัยในสถานะร่างรัฐธรรมนูญ ผลในทางกฎหมาย และผลทางการเมืองหลังจากนี้ โดยทางคณะนิติราษฎร์ได้ศึกษารายละเอียดในคำวินิจฉัยแล้วเห็นว่า มีปัญหาอย่างร้ายแรงหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่สะท้อนให้เห็นจากความบกพร่องในคำวินิจฉัยนี้

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งบุคคลที่ทรงอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือรัฐสภา โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำงานพิจารณาคดี จะไม่สามารถตัดสินคดีได้ตามอำเภอใจ และการพิจารณาคดีจะทำได้เฉพาะเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น บนพื้นฐานอำนาจวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติของกฎหมาย

"การอ้างหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อย แท้ที่จริงแล้วเป็นแค่คำกล่าวอ้างสร้างความถ่วงดุลเพียงเพื่อหวังคุ้มครองอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญเอง" นายวรเจตน์ ระบุ

เขาแถลงต่อว่า การอ้างอิงในคำวินิจฉัยมีความคลาดเคลื่อนหลายประการ ซึ่งสาระสำคัญในระบบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดคือประชาชนผ่านการออกเสียงลงมติ และมีการใช้อำนาจผ่านองค์กรต่างๆ ที่มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย

ศาลรัฐธรรมนูญต้องตระหนักและสำนึกว่า การออกแบบโครงสร้างทางการเมืองเป็นอำนาจของประชาชนผ่านองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรม ไม่ใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ การอ้างหลักนิติธรรมหลายแห่ง เป็นการอ้างเพื่อสร้างอำนาจให้กับตนเอง เป็นการอ้างที่เลื่อนลอย การอ้างอย่างนี้ผลของคำวินิจฉัยเข้าควบคุมขัดขวางเสียงข้างมาก ทำให้เสียงข้างน้อยบรรลุผล จึงไม่ใช่หลักนิติธรรม การทำอย่างนี้เป็นการรังแกเสียงข้างมาก ทำให้เสียงข้างมากต่างหากที่ไม่มีที่อยู่ที่ยืน และมีผลเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อยในที่สุด

นายวรเจตน์ แถลงอีกว่า การอ้างถึงหลักนิติธรรมเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเองมีอำนาจที่จะพิจารณาตามมาตรา 68 ซึ่งรัฐสภาไม่ใช่ความหมายตามมาตรา 68 ไม่ใช่พรรคการเมืองหรือบุคคล และการยื่นเรื่องไม่ได้ยื่นผ่านอัยการสูงสุด แต่ไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง แสดงให้เห็นว่าศาลธรรมนูญไม่ได้ทำตามขั้นตอนการพิจารณา แต่ศาลรัฐธรรมนูญสถาปนาอำนาจขึ้นมาเองผ่านการตีความมาตรา 68 อย่างกว้างขวางเท่ามหาสมุทร

มาตรา 68 เป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกซึ่งไม่ชอบด้วยการจัดโครงสร้างรัฐและการถ่วงดุล ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ เรื่องทุกเรื่องที่แพ้เสียงข้างมาก จะมีคนยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความโดยอ้างมาตรา 68 และศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจรับพิจารณาคดีต่างๆ จำนวนมาก กลายเป็นซูเปอร์องค์กร หรือเป็นองค์กรที่อยู่เหนือองค์กรทั้งปวง และจะกลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญเอง ทั้งนี้เห็นว่าคำวินิจฉัยนี้เสียเปล่าและไม่มีผลทางกฎหมาย

"การที่ศาลใช้อำนาจมากำหนดหน้าที่ โครงสร้างทางการเมือง เป็นการเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะการกำหนดคุณสมบัติที่มาของ ส.ว. ไม่ใช่กิจหน้าที่ของศาล ส่วนการที่ศาลระบุว่า ที่มา ส.ว. จะต้องมาจากการแต่งตั้ง โดยรากฐานก็ขัดกับระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ถ้าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ต้องการให้ที่มาของ ส.ว.ต้องมาจากการสรรหาตลอดไป จะต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน"

"ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าการวินิจฉัยของศาลเป็นไปตามอำเภอใจและไม่อยู่ภายใต้หลักการใด ถ้าศาลยังพิจารณาอยู่ในลักษณะนี้ ยังเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชน เพราะเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. เป็นสิทธิประชาชน โดยวิจารณญาณของประชาชนเอง โดยที่ศาลจะไม่มีสิทธิเข้ามาชี้นำ นิติราษฎร์เห็นว่าประเด็นนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ซึ่งการวินิจฉัยนี้เหมือนกับการสงวนอำนาจศาลไว้นั่นเอง" นายวรเจตน์ กล่าว

ขณะที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่การอ้างหลักกฎหมาย แต่เป็นการพรรณนาความไปเรื่อยๆ แล้วพอจะลากเข้าเขตอำนาจก็ไปอ้างหลักนิติธรรมตามมาตรา 3 วรรค 2 เพื่อจะบอกว่าตัวเองกำลังทำตามรัฐธรรมนูญอยู่ การที่ศาลมาเทศนาสั่งสอนประณามฝ่ายการเมืองลงไปในคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาตัดสินคดีในระบบกฎหมาย.......

ขอโต้แย้งศาลว่าไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการนับวันแปรญัตติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่ามีการนับเวลาย้อนหลังไป จะทำให้เหลือเวลาแปรญัตติเพียง 1 วัน ขัดต่อข้อบังคับการประชุมและขัดกับหลักนิติธรรม แต่ข้อเท็จจริงคือไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยที่ศาลจะนำมาอ้าง เพราะไม่มีข้อบังคับไหนกำหนดให้นับวันแบบศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนการเสียบบัตรแทนกันนั้น ศาลมีอำนาจในการไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงได้ด้วยตนเอง ตามคำร้องมีการเสียบบัตร 8 ใบ ซึ่งต่อให้จริง ถามว่ามติเห็นชอบ (ร่างรัฐธรรมนูญวาระสาม) นั้นกระทบกระเทือนหรือไม่ ข้อเท็จจริงคือมันไม่ได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อการลงมติ และถ้ามีการเสียบบัตรแทนกัน ก็ต้องไปลงโทษคนที่เสียบบัตรแทนกัน ไม่ใช่มาล้มร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้

เช่นเดียวกับ นายธีระ สุธีวรางกูร หนึ่งในกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มเป็นองค์กรที่อันตรายที่สุดในประเทศไทย เพราะเริ่มมีสถานะเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด และตามคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2556 ศาลกำลังวางเกณฑ์ที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในอันตราย ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะปกปักรักษาโครงสร้างของระบบการเมืองแบบเดิมๆ เอาไว้ ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนผ่าน