วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.ตั้งองค์คณะไต่สวนร่างแก้รธน.ขัดรธน.

ป.ป.ช.มีมติตั้งองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริงศาลรธน.วินิจัยแก้ที่มาส.ว.ขัดรธน. รวมทั้งถอดถอน"สมศักดิ์-นิคม"และร้องอาญา308ส.ส.-ส.

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชุดใหญ่ได้ประชุมและหารือถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้มีการรายงานความคืบหน้ากรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และกรณีร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 270 ในกรณีที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภาโดยมิชอบ นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ยังได้รับทราบถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางดำเนินการว่าสอดคล้องกับการไต่สวนของป.ป.ช.อย่างไร โดยใช้เวลาหารือกันนานเกือบ 4 ชั่วโมง

นายปราสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการป.ป.ช. และรองโฆษกคณะกรรมการป.ป.ช. พร้อมด้วยนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุม โดยนายประสาท กล่าวว่า กรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาคำร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งและคำกล่าวหาที่มีผู้ร้องจำนวน 5 เรื่องแล้ว โดยมีมติให้นำคำร้องขอให้ถอดถอนและคำกล่าวหาทั้งหมดมารวมพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งให้กรรมการป.ป.ช.ทั้งคณะเป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริง และมีนายวิชา มหาคุณ นายใจเด็ด พรไชยา และนายภักดี โพธิศิริ กรรมการป.ป.ช. เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน ทั้งนี้ 5 คำร้อง แบ่งเป็นเรื่องกล่าวหาร้องเรียนขอให้ดำเนินคดีอาญา จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้ 1.สมาชิกวุฒิสภา จำนวน 3 คน ได้กล่าวหาส.ส.และส.ว. จำนวน 308 คน ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว.ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งที่ตามกฎหมายอื่น ทำให้ผู้กล่าวหาหรือประชาชนได้รับความเสียหาย 2.ประชาชนกล่าวหาร้องเรียน กรณีมีสมาชิกรัฐสภาใช้บัตรประจำตัวของตนเสียบบัตรเข้าเครื่องลงคะแนนแทนสมาชิกรัฐสภาคนอื่นในการออกเสียงลงคะแนนโดยมิชอบ

ส่วนคำร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง มีจำนวน 3 เรื่อง ดังนี้ 1.กรณีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันลงชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง 2.กรณีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันลงชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา และ 3.กรณีส.ว.ร่วมกันลงชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ถอดถอนนายนิคม อย่างไรก็ตาม สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อวันที่ 20 พ.ย. เมื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ทางป.ป.ช.จะนำมาเป็นพื้นฐานส่วนหนึ่งในการไต่สวน เพราะถือว่าเป็นเรื่องในทำนองเดียวกัน

ด้านนายวิชัย กล่าวถึงกรณีนักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ป.ป.ช.จะชี้มูลเป็นอย่างอื่นมิได้ว่า ตามรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง องค์กรอิสระ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เรื่องที่มาถึงป.ป.ช. มีอยู่ 2 เรื่องคือ 1.การร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และ 2.การกล่าวหาในคดีอาญา ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ ทั้ง 2 เรื่องต้องเข้าออกตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งเมื่อเรื่องมาถึงป.ป.ช.แล้วจะต้องมีกระบวนการไต่สวน ดังนั้น คำวินิจฉัยจะผูกพันเฉพาะคำวินิจฉัย แต่ลำพังคำวินิจฉัยไม่เพียงพอที่กรรมการป.ป.ช.จะวินิจฉัยให้ขัดหรือไม่ขัดต่อตำแหน่งได้ และไม่เพียงพอที่กรรมการป.ป.ช.จะชี้มูลผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดอาญาหรือไม่ เพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น คดีอาญาจะต้องดูเจตนาการกระทำความผิดทางอาญา หรือการถอดถอนออกจากตำแหน่งจะต้องเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ตรงนี้ไม่มีในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บอกแต่เพียงว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้ดำเนินการจะมีเจตนาอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จริงอยู่ในคำวินิจฉัยมีการกล่าวถึงเรื่องราวบางเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญอาจพาดพิงถึง แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องมีกระบวนการสืบเนื่องไปอีก คาดว่าคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนพอสมควร ส่วนที่มีส.ส.และส.ว.ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตรงนี้ไม่เป็นปัญหา ต้องว่ากันตามกฎหมาย