วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กต.ประชุมวิเคราะห์คำตัดสินพระวิหาร19พ.ย.

กระทรวงต่างประเทศ"ประชุมคณะกรรมการวิเคราะห์คำพิพากษาศาลโลกคดีปราสาทเขาพระวิหารนัดแรก 19 พ.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแถลงยืนยันว่า ข้อคิดเห็นที่ทางกระทรวงการต่างประเทศได้รับจากเข้าไปชี้แจงที่ประชุมรัฐสภาร่วมในวานนี้ (13 พ.ย.) ล้วนเป็นประโยชน์กับการกำหนดแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับคำตัดสินดังกล่าวต่อไป ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบรายละเอียดคำตัดสินคดี แต่ก็ยังบางส่วนยังอยู่ในช่วงของการศึกษาคำตัดสินของศาล

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อศาลโลกได้มีคำตัดสินแล้ว ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการต่างๆ ที่จะตามมา โดยในวันที่ 19 พ.ย.นี้ จะมีการจัดประชุม "คณะกรรมการวิเคราะห์คำพิพากษาและแนวทางการดำเนินการ" ประกอบด้วยหน่วยงานทั้งภาคพลเรือน ผู้ทรงคุณวุฒิ และกองทัพ ซึ่งไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการภายในให้ครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนที่จะไปหารือกับกัมพูชา เพราะต้องมีความพร้อมในแนวทาง และต้องมั่นใจว่าเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงประเด็น "บริเวณรอบปราสาท" (Vicinity) ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขณะนี้ว่า มีขอบเขตแค่ไหนว่า ขอเรียนโดยตรงในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำว่ายังไม่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวมีอาณาบริเวณเพียงใด เนื่องจากต้องศึกษาคำตัดสินให้ชัดเจนก่อน แต่ที่ทราบตอนนี้ คือ "บริเวณรอบปราสาท" (Vicinity) หรือที่ศาลเรียกว่า "พื้นที่ยอดเขาพระวิหาร" (Promontory) และที่ทราบแน่ชัดคือ พื้นที่ข้างต้นไม่ใช่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ และรู้แน่ว่าแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ไม่มีผลผูกมัดไทย ในฐานะเส้นเขตแดนทั่วไประหว่างไทย-กัมพูชา แต่ขณะเดียวกันศาลโลก เห็นว่า เส้นมติคณะรัฐมนตรีไทยปี 2505 อาจไม่ครอบคลุม "บริเวณรอบปราสาท" ทั้งหมด เนื่องจากเคยมีการระบุว่า มีสถานีตำรวจของไทยอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเส้นดังกล่าว ในทัศนะของศาลจึงเห็นว่า"บริเวณรอบปราสาท" ควรครอบคลุมถึงจุดนั้นด้วย

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ศาลโลกได้ให้คำอธิบาย "บริเวณรอบปราสาท" ในแง่ของภูมิศาสตร์ด้วย ที่ต้องกลับไปดูว่า เมื่อถ่ายทอดเส้นลงในพื้นที่นั้นแล้วจะเป็นอย่างไร โดยในย่อหน้าที่ 99 ของเอกสารคำตัดสินศาลโลก ยอมรับว่า คงทำได้ด้วยความยากลำบากเมื่อคำนึงถึงสภาพภูมิศาสตร์ และเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการร่วมกัน คือ เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องไปเจราจาระหว่างกันในส่วนของ "บริเวณรอบปราสาท" หรือ "พื้นที่ยอดเขาพระวิหาร" เพราะฉะนั้นการระบุในชั้นนี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ตรงไหน และมีขอบเขตเท่าใด เกรงว่าอาจกระทบต่อกระบวนการเจรจาที่ไทยจำเป็นต้องมีกับกัมพูชาต่อไป โดยสิ่งที่ไทยปรารถนา คือ ข้อยุติที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

ส่วนเรื่องการรับหรือไม่รับการตัดสินของศาลโลกนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าศาลตัดสินอะไร คือศาลตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายไปหารือกันตามสภาพภูมิศาสตร์ที่ศาลได้ตัดสินไว้ โดยไทยจะพร้อมก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามกระบวนการทั้งหมดครบถ้วน ส่วนแนวทางการหารือของไทยนั้น จะยึดหลักดังต่อไปนี้ ได้แก่ 1.การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี 2.การปกป้องอธิปไตยของไทยและการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ 3.การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน และ4.การรักษาเกียรติภูมิของประเทศไทยในสังคมโลก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการแปลเอกสารคำตัดสินของศาลโลก นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เอกสารนี้เป็นสิ่งสำคัญและทราบดีว่าหลายฝ่ายต้องการรับทราบและนำไปศึกษา แต่กระทรวงการต่างประเทศต้องมั่นใจก่อนว่า เป็นคำแปลที่ถูกต้อง และได้น้ำหนักของทุกถ้อยคำ เนื่องด้วยเป็นประเด็นทางกฎหมาย ในชั้นนี้ร่างเอกสารคำแปลเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจทาน โดยจะเร่งให้เสร็จสมบูรณ์เร็วที่สุด