วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พล.ต.ม.จ.จุลเจิม'นำราชสกุล ปกป้องสถาบัน

"พล.ต.ม.จ.จุลเจิม"นำราชสกุล ปกป้องสถาบัน หลังร่วมประชุมขอฉันทามติ10พ.ย. พร้อมรวมตัวก่อนกำหนดแนวทางขับเคลื่อนในอนาคต

กลุ่มราชสกุล 53 สายและ 20 ราชนิกูล ได้นัดประชุมรวมดวงใจ ร่วมใจภักดิ์ หารือถึงสถานการณ์ที่มีการหลายเหตุสร้างผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง ซึ่งวันนี้ พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ได้เป็นประธานการประชุม ขณะที่มีกลุ่มราชสกุลสายต่างๆ ร่วมลงทะเบียนประชุมประมาณ 60 คน โดยยังมีน.ต.ปะสงค์ สุ่นศิริ,นายชิงชัย มงคลธรรม และน.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี รวมทั้งกลุ่มนักข่าวประมาณ 10 คน ได้มาร่วมสังเกตการณ์ครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อขอฉันทามติจากราชสกุลสายต่างๆในการเคลื่อนไหวปกป้องสถาบัน อย่างไรก็ตามระหว่างการประชุมไม่ได้อนุญาตให้สื่อมวลชน ร่วมรับฟังการแสดงความคิดเห็นด้วยแต่อย่างใด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น โดยพล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ได้กล่าวว่า สรุปว่าราชสกุลต่างๆ พร้อมที่จะขับเคลื่อนไหวต่อสู้ ปกป้องพระเกียรติยศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสถาบัน ซึ่งวันที่ 10 พ.ย.นี้ พวกเราจะรวมตัวที่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า พร้อมกับประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบัน เพื่อสักการะบวงสรวงและถวายคำสัตย์ปฏิญาณตนในการร่วมกันปกป้องสถาบัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร กลุ่มนักธุรกิจ ไม่ว่าจะสีเสื้ออะไรก็มาร่วมได้ทั้งหมดเราไม่ได้ปิดกั้น ทั้งนี้จะได้มีการกำหนดเวลาที่จะดำเนินการและแจ้งทราบต่อไป สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวต่อไปเราจะพิจารณาตามจังหวะ แต่ไม่ใช่การเข้าไปร่วมในเวทีอุรุพงษ์ หรือประชาธิปัตย์ ซึ่งเวทีต่างๆ ที่มีขึ้นในขณะนี้เราเพียงให้กำลังใจ โดยเราจะมีเวทีเองซึ่งหลังวันที่ 10 พ.ย.นี้ ทุกอย่างจะมีความชัดเจนขึ้น ส่วนผู้ที่จะนำการเคลื่อนไหวขณะนี้มีตนเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ดีอนาคตจะชวนผู้ที่จงรักภักดีและไม่เกี่ยวข้องการเมืองมาเป็นคณะทำงานที่ปรึกษาด้วย

พล.ต.ม.จ.จุลเจิม กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่การออกมาคัดค้านการเมือง หรือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ แต่การรวมตัวของราชสกุลเนื่องจากเกิดความกังวลและไม่สบายใจ ที่มีการดึงสถาบันลงมาเล่นมากเกินไปแล้วในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา โดยเรามุ่งเน้นการปกป้องสถาบัน ซึ่งหลายครั้งที่รัฐบาลระบุว่าได้ดูแลจัดการกับการกระทำที่กระทบสถาบัน แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และล่าสุดมีการละครล้อเลียนที่กระทบสถาบัน ดังนั้นในวันนี้จึงต้องนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมาสรุปเพื่อหารือกับกลุ่มราชสกุลว่า เห็นเหมือนกันหรือไม่ที่จะต้องออกมาขับเคลื่อนปกป้องสถาบัน ทั้งแนวทางการทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลปกป้องสถาบัน และการให้ตัวแทนราชสกุลเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักสอบสวนในการดำเนินคดีผู้กระทำผิด โดยแนวทางการเคลื่อนไหวเหล่านี้จะต้องมีการหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าหลังวันที่ 10 พ.ย.น่าจะมีความชัดเจน ส่วนเรื่องการจะออกกฎหมายร่างนิรโทษกรรมนั้น เราก็มีความกังวลที่ว่า เมื่อกฎหมายนั้นมีทั้งนักวิชาการและประชานาส่วนต่างๆ ในสังคมเห็นว่าการออกกฎหมายนั้นไม่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าจะเอาของที่ไม่บริสุทธิ์ มีมลทินไม่ถูกต้องขึ้นทูลเกล้า ฯ ย่อมเป็นการมิบังควรเพราะจะระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งเราคงยอมไม่ได้เช่นกัน มันก็เปรียบเหมือนน้ำป่าที่ไหลกราดมา เราก็จะเป็นฝาย ที่จะชะลอกั้นไม่ให้น้ำแรง ล้นออกไป แต่เราจะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จะออกกฎหมายอะไร นิรโทษใครเป็นเรื่องของการเมือง แต่ถ้ากฎหมายที่จะออกนั้นไม่ถูกต้อง ก็ควรทบทวนไม่ปล่อยให้ไปถึงขั้นตอนนำขึ้นทูลเกล้า ฯ

"แม้ผมเกิดในราชนิกุล แต่ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่รักประเทศชาติ และรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เราก็จะลุกขึ้นมาต่อสู้ในสิ่งที่มีการบังอาจ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งโดยเฉพาะตัวผมก็มีประชาชนหลายคนมาพูดว่าทำไมพวกราชสกุลอยู่นิ่งเฉย ชาวบ้านธรรมดานอนกลางดินกินกลางทราย ยังออกมาปกป้อง ดังนั้นเราจะยอมเจ็บฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว วันนี้จึงมาขอฉันทามติจากราชสกลุต่างๆ ว่าเราควรจะทำอย่างไร โดยจุดมุ่งหมายครั้งนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะการเมืองเป็นหน้าที่ของนักการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ หรือใครต่อใคร แต่ผมจะยุ่งอย่างเดียวคือการปกป้องสถาบัน การจาบจ้วงพระราชอำนาจ การเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือบิดเบือน" ล.ต.ม.จ.จุลเจิม กล่าวย้ำ

ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตผู้ว่าฯเชียงใหม่ ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย กล่าวย้ำว่า ก็เป็นประชาชนไทยคนหนึ่ง และเป็นข้าราชการในสมเด็จพระเจ้าอยู่ ฯ ก็มีความสำนึกเรื่องนี้อยู่ในใจ และมุ่งมั่นทำคุณงามความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และเราไม่ได้มุ่งจะไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ซึ่งหวังให้ประชาชนคนและข้าราชการทุกคนมุ่งมันทำความดี

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กล่าวถึงการจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมของรัฐบาลว่า ควรยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่การนำเอาคนสีขาว สีดำมารวมกัน แล้วเป็นเซ็ตซีโร่ อย่างนี้ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องว่าหากคนกระทำผิดไม่สำนึกผิด ไม่ยอมรับผิด แล้วไปหวังว่าทุกอย่างจะจบสิ้นถ้าจับมือกันแล้วปล่อยสิ่งต่างๆ ไป เสมือนเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ความสมานฉันท์ ความปรองดองจะเกิดขึ้นเมื่อคนทำสำนึกผิด และเข้าสู่กระบวนการลงโทษซึ่งทุกคนยอมรับได้ แต่ตราบใดที่คุณยังไม่ยอมรับการกระทำผิด แล้วจะให้มาจับมือกันอย่างนั้นมันเพ้อฝัน