ป.ป.ช.มีมติสอบ"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ต่อ ระบุเป็นอำนาจตามรธน.และพ.ร.บ.ป.ป.ช. ระบุศาลจะเป็นคนชี้ว่าเป็นอำนาจของใคร
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ได้แถลงข่าวถึงคดีการร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ซึ่งมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการสั่งกำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มนปช. ซึ่งมีผู้มาร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ ว่า วันนี้ที่ประชุมกรรมการป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผอ.ศอฉ.ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่า และพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีที่ศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการขอคืนพื้นที่การชุมนุมของนปช.ปี 53 ปรากฎว่ามูลแห่งคดีเป็นการกระทำเดียวกันกับกรณีที่กรรมการป.ป.ช.มีมติรับเรื่องกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองไว้ไต่สวน
นายวิชา กล่าวว่าจึงมีปัญหาว่ากรรมการป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อหรือไม่นั้น กรรมการป.ป.ช.พิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ซึ่งมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการสั่งกำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มนปช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 250 (1) และมาตรา 272 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 19 (1) และมาตรา 63 บัญญัติให้กรรมการป.ป.ช.เท่านั้นที่มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริง และจัดทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภา ดังนั้นกรรมการป.ป.ช.จึงไม่อาจยุติการไต่สวนได้ ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องขอให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองว่ามีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ในการสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนั้น กรรมการ ป.ป.ช. ท่านนี้ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 250 (2) (3) ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 19 (2) (4) และมาตรา 66 ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน ไม่ว่จะเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน
" รัฐธรรมนูญมาตรา 275 มิได้มีข้อห้ามมิให้กรรมการป.ป.ช.พิจารณาในเรื่องที่กล่าวหาที่เป็นคดีในประเด็นเดียวกัน และศาลประทับรับฟ้องหรือมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว ยิ่งกว่านั้นพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ยืนยันถึงอำนาจของกรรมการป.ป.ช.ไว้ในมาตรา 24 ว่าในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและบทใดบทหนึ่งของศาล ให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นด้วย ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองจึงอยู่ในอำนาจของกรรมการป.ป.ช.ที่จะดำเนินการไต่สวน และอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพียงศาลเดียวเท่านั้น ดังนั้นกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติใหดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวต่อไป เรายืนยันว่าในตำแหน่งหน้าที่ของนายกฯ และรองนายกฯที่สั่งการ เป็นการสั่งการในตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นเรื่องอื่นๆที่กล่าวหาก็เป็นการกระทำอันสืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นป.ป.ช.สามารถฟ้องตรงไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทั้งในเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ และเรื่องของการก่อให้เกิดการกระทำผิดเรื่องการฆ่าหรืออะไรก็ตาม"นายวิชา กล่าว
นายวิชา ยังได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ว่า สรุปแล้วกรณีของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ อำนาจอยู่ที่ไหนหรือต้องถูกดำเนินคดีทั้ง 2 ศาล ว่า เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ซึ่งป.ป.ช.เห็นว่าเรามีอำนาจในการทำหน้าที่ของเราจึงทำต่อไป ส่วนอัยการสูงสุดจะบอกว่ามีอำนาจในการทำหน้าที่ แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องไปจบที่ศาล หมายความว่า อัยการสูงสุดต้องฟ้องต่อศาลซึ่งไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะอัยการสูงสุดไม่มีอำนาจหากไม่มีการไต่สวนมาจาก ป.ป.ช. ดังนั้นเมื่อสำนวนมาจากกรมสอบสวนคดพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วอัยการสูงสุด ดำเนินการสั่งฟ้องก็ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาลชั้นต้นต่อไปนี้คงต้องจับตาดูอย่างตาไม่กระพริบว่าศาลชั้นต้นจะว่าอย่างไร เพราะในที่สุดก็อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั้งระบบ และจะมีเพียงศาลเดียวที่จะพิจารณาในเรื่องนี้





