วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถกทีมความมั่นคงรับมือคดีพระวิหาร11พ.ย.

"ยิ่งลักษณ์"ถกทีมความมั่นคง รับมือศาลโลกตัดสิน 11 พ.ย. แจง 4 แนวทางตัดสินคดี ตั้งคณะนักกฏหมาย วิเคราะห์คำพิพากษา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมการก่อนที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)จะอ่านคำตัดสินคดีที่กัมพูชายื่นขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ในวันที่ 11 พ.ย. นี้ โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.ต่างประเทศ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้าร่วม โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2ชั่วโมงทั้งนี้ก่อนหน้าการประชุม ทางน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ร่วมหารือนอกรอบคณะเล็กร่วมกับปลัดกระทรวงกลาโหม และผบ.เหล่าทัพ โดยพล.อ.นิพัทธ์ ได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับความเป็นมาของคดีปราสาทพระวิหารให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ รับทราบก่อนการประชุมคณะใหญ่ ซึ่งใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

นายสุรพงษ์ แถลงผลการประชุมว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอแนวทางที่ศาลจะพิจารณา 4 แนวทางให้ที่ประชุมได้รับทราบ คือ 1.ศาลโลกตัดสินว่า ไม่มีอำนาจ และไม่มีเหตุต้องตีความ 2.ศาลโลกตัดสินตามคำขอของกัมพูชาว่า ขอบเขตบริเวณใกล้เคียงให้เป็นไปตามเส้นเขตแดนบนแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน 3.ศาลโลกตัดสินให้ขอบเขตบริเวณใกล้เคียงเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ปี 2505 และ 4.คำตัดสินจะออกมาเป็นกลางๆ เช่น ศาลยืนยันหรือให้ความกระจ่างเกี่ยวกับน้ำหนักและขอบเขตของเส้นเขตแดนแบบแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ในฐานะเหตุผลของคำพิพากษาปี 2505 และให้คู่กรณีไปเจรจากัน ซึ่งไม่ว่า ศาลโลกจะตัดสินออกมาในรูปแบบใด ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ไทยกับกัมพูชาต้องพูดคุยกันก่อน โดยใช้เวทีคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-กัมพูชา(เจซี) ซึ่งเป็นกลไกในการพูดคุยที่มีรมว.ต่างประเทศของไทยและกัมพูชาเป็นประธานการประชุม เพื่อตกลงพูดคุยกันก่อนว่า ถ้าผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างไรจะต้องไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และการอยู่ร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยในที่ประชุมมอบหมายให้คณะกรรมการเจซีเป็นผู้เริ่มดำเนินการ

"หลังจากนี้ผมจะโทรศัพท์หานายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อหารือเบื้องต้นถึงการจัดการประชุมเจซี ซึ่งทางไทยจะต้องชี้แจงให้กัมพูชารับทราบว่าการดำเนินการต่างๆตามกฎหมายของไทย บางครั้งต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ทั้งนี้ฝ่ายทหารมีข้อห่วงใยให้มีการพูดคุยและตกลงกันก่อน ส่วนการส่งทีมงานไปรับฟังคำตัดสินของคดีของศาลโลกในวันที่ 11 พ.ย. นี้ จะมีผู้เดินทางไปเพียงคณะเล็ก คาดว่าจะใช้เวลาในการรับฟังประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะเริ่มตัดสินคดี เวลา 10.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย. ตามเวลาในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ตรงกับเวลาในประเทศไทยคือ 16.00 น. โดยจะถ่ายทอดสดผ่านช่อง 9 และ 11 และทางสถานีวิทยุต่าๆ โดยทางน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กำชับให้ถ่ายทอดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ"นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปนับจากวันนี้ถึงวันที่ 11 พ.ย. จะมีการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยรับทราบถึงความเป็นมาทั้งหมดของคดีปราสาทพระวิหาร นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีก 1 คณะ โดยจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมายที่ต่อสู้เกี่ยวกับคดีดังกล่าว เพื่อศึกษาวิเคราะห์คำพิพากษาและหาแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป และคาดว่า ช่วงปลายเดือนนี้จะมีการประชุมคณะทำงานชุดดังกล่าว เพื่อเตรียมรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน ทั้งนี้เชื่อว่า แม้ผลการตัดสินจะออกมาให้กัมพูชาได้เปรียบ แต่คิดว่า กัมพูชาจะยอมพูดคุยด้วย ตนได้คุยกับนายฮอร์ นัม ฮง ก่อนเข้าประชุมวันนี้ว่าจะยึดตามสิ่งที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้พูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า จะแยกประเด็นคำพิพากษาออกจากความสัมพันธ์ทั่วไป ไม่ว่า คำพิพากษาออกมาเช่นใด ทั้งสองฝ่ายต้องพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกัน และประชาชนทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันได้

"ไม่ว่า ผลการตัดสินออกมาอย่างไร ในที่ประชุมพูดคุยว่า จะทำตามขั้นตอนตามกฎหมายไทย โดยผมกับคณะทำงานจะทำรายละเอียดทั้งหมด เพื่อเสนอในที่ประชุมว่า หากผลการตัดสินออกมาในแต่ละแนวทางจะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ทางฝ่ายทหารยืนยันว่า ถ้ารัฐบาลปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายไทย กองทัพก็พร้อมปฏิบัติตาม จึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาในแนวทางการปฏิบัติงาน นอกจากนี้กองทัพยังเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศได้ไปพูดคุยเบื้องต้นกับกัมพูชา จากนั้นฝ่ายทหารของไทยก็จะพูดคุยกับทหารของกัมพูชา ส่วนกรณีที่จะมีกลุ่มมวลชนต่างๆออกมาเคลื่อนไหวนั้น จากที่ได้เห็นผลการสำรวจโพลล์ต่างๆ รู้สึกสบายใจว่า ประชาชนยอมรับคำตัดสินของศาล แต่มองว่า ฝ่ายที่พยายามไม่เข้าใจพยายามทำให้เกิดกระแสรักชาติ แต่จุดไม่ติด เพราะคนไทยเข้าในสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าอดีต ขอยืนยันว่า ทุกคนคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ส่วนความต้องการส่วนตัว อยากให้ศาลตัดสินคดีให้กลับไปเหมือนปี 2505 และคิดว่า ศาลจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองประเทศ"นายสุรพงษ์ กล่าว