วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟัน'พล.อ.เสถียร'แจ้งบัญชีเท็จจำคุก2เดือน

ศาลฎีกาฯฟัน"พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์"แจ้งบัญชีเท็จ จำคุก 2 เดือน ปรับ 4 พันบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.1/2556 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ขอให้ศาลวินิจฉัยกรณีที่ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ภายหลังจากพ้นตำแหน่งกรรมการ หรือ บอร์ด องค์การคลังสินค้า (อคส.)และเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 1 ปี ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติว่าพล.อ.เสถียรไม่แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสให้ครบถ้วนโดยพล.อ.เสถียรไม่แสดงรายการของตนและคู่สมรสเมื่อเข้ารับตำแหน่ง ประกอบด้วย เงินฝากธนาคาร 16 บัญชี รวมเป็นเงิน 2,842,884.77 บาท, เงินลงทุนมูลค่า 9,913,405.64 บาท, ที่ดิน จำนวน 4 แปลง มูลค่า 618,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวที่ไม่แสดง 13,374,290.41 บาท และเงินกู้ยืม 1.5 ล้านบาท และเมื่อพล.อ.เสถียรพ้นจากตำแหน่งก็ไม่ได้แสดงทรัพย์สินที่เป็นเงินฝากธนาคาร 15 บัญชี เงินลงทุน และที่ดิน 4 แปลง รวมมูลค่า 11,087,959.89 บาท และเงินกู้ยืม 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 1 ปี ก็มีทรัพย์สินซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากธนาคาร 13 บัญชี เงินลงทุน และที่ดิน 4 แปลง รวมมูลค่า 2,641,017.14 บาท และเงินกู้ยืม 1.5 ล้านบาท

โดยป.ป.ช.ให้พล.อ.เสถียร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีไม่แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว และพล.อ.เสถียร มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว แต่ต่อมาป.ป.ช.ก็มีมติว่า พล.อ.เสถียรจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จกรณีเข้ารับตำแหน่งรวมทรัพย์สิน 12,627,364.79 บาท และหนี้สิน 1.5 ล้านบาท กรณีพ้นจากตำแหน่งรวมทรัพย์สิน 10,672,296.36 บาท และหนี้สิน 1.5 ล้านบาท และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วหนึ่งปีรวมทรัพย์สิน 2,266,540.35 บาท และหนี้สิน 1.5 ล้านบาท ป.ป.ช.ผู้ร้อง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่าพล.อ.เสถียรเป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 41 และให้ลงโทษอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จตามกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 119 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะที่พล.อ.เสถียร ผู้คัดค้านในคดีนี้ ได้ให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกา ฯ ไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า พล.อ.เสถียร ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ ประกอบด้วย บัญชีเงินฝากประจำธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี ของ พล.อ.เสถียร , รายงานเงินลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำกัด ของ พล.อ.เสถียร , รายงานเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด กรุณาภรณ์ สหกิจ 1997 ของคู่สมรสจำนวน 1.5 ล้านบาท, ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1461 และ1526 ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ของคู่สมรส และรายการหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือกับห้างหุ้นส่วนจำกัด กรุณาภรณ์ สหกิจ 1997 ของคู่สมรส

การที่ พล.อ.เสถียร ผู้คัดค้าน เคยยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี แสดงว่าผู้คัดค้านตระหนักดีว่าตนมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบตามที่กฎหมายกำหนด และย่อมต้องทราบว่าบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ ต้องถูกต้องตรงกับความเป็นจริงและครบถ้วนด้วย ไม่เช่นนั้นการยื่นบัญชีรายการจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เมื่อป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่า พล.อ.เสถียรไม่แสดงรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ ของตนและคู่สมรสให้ครบถ้วนถูกต้อง และมีหนังสือแจ้งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว แทนที่ พล.อ.เสถียร จะถือเป็นโอกาสชี้แจงบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินให้ถูกต้องครบถ้วนในครั้งเดียว กลับยังคงแสดงบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินไม่ครบถ้วน จนป.ป.ช.ต้องมีหนังสือให้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหลายครั้ง

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พล.อ.เสถียร จงใจยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ อันเป็นเท็จ กรณีพ้นจากตำแหน่งกรรมการองค์การคลังสินค้า มาแล้วเป็นเวลา 1 ปี

โดยองค์คณะ ฯ มีมติเสียงข้างมาก ด้วยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พล.อ.เสถียร พ้นจากการเป็นกรรมการองค์การคลังสินค้าในวันที่ 15 ก.พ.51 ดังนั้นที่ ป.ป.ช. ขอให้ศาลสั่งห้าม พล.อ.เสถียรไม่ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปีนั้น จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.51 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 41 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ

จึงพิพากษาว่า พล.อ.เสถียร ผู้คัดค้าน จงใจยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จึงห้ามผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 15 ก.พ.51 และให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 แต่ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี