วุฒิสภาลงมติ86:41เสียงรับหลักการร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2ล้านล้านบาท ด้าน"ชัชชาติ"ย้ำทำโครงการโปร่งใส ยึดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงินฯ) วงเงิน 2ล้านล้านบาท วาระแรก ด้วยคะแนนเสียง 86 เสียง ต่อ 41 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 25 คนพิจารณา และกำหนดวันแปรญัตติ 7 วัน
โดยในการอภิปรายของส.ว. พบว่าใช้เวลาไปทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง มีส.ว.ที่อภิปรายทั้งสิ้น 70 คน ทั้งนี้ในการอภิปรายของส.ว.ในภาพรวมนอกจากจะสนับสนุนการออกร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ แล้ว ได้เสนอให้รัฐบาลมีการใช้งบฯ ที่มาจากการกู้เงินด้วยความโปร่งใส ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม ชี้แจงตอนท้ายว่าสิ่งที่สว.ท้วงติงว่าบางโครงการยังไม่พร้อม เพราะไม่ผ่านกระบวนการทำอีไอเอ ประเด็นดังกล่าวมีความสอดคล้องยุทธศาสตร์ระยะยาว 7 ปี ที่จะต้องมีกระบวนการทำอีไอเอ ส่วนที่ดำเนินการได้ทันทีในปีแรกสามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งนี้โครงการใดที่ยังไม่มีกระบวนการทำอีไอเอ ยังไม่สามารถกู้เงินเพื่อดำเนินการได้
"ร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ ร้อยละ 60 เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นเรื่องอนาคต ขณะนี้มีความตกลงกับ 5 ประเทศเพื่อส่งบุคลากรไปฝึกฝน ดังนั้นเชื่อว่าจะเกิดความตื่นตัว ซึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลได้มองถึงแง่ความเติบโตของเศรษฐกิจในการสร้างเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตามขณะนี้มีต่างประเทศแสดงความต้องการที่จะเข้ามาร่วมทุนแล้ว ในสัดส่วนต่างชาติ ร้อยละ 49 และนักลงทุนไทย ร้อยละ 51 ทั้งนี้ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ในด้านการดำเนินการยืนยันจะปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง"นายชัชชาติ ชี้แจง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขอบคุณและชี้แจงว่า การกู้เงิน 2ล้านล้านบาท เป็นกรอบวงเงินเพื่อให้รัฐบาลชุดปัจจุบันและอนาคต กู้เงินไม่เกินวงเงินดังกล่าว ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมวินัยการคลังและการชำระหนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ได้เป็นไปตามที่ส.ว.ให้ความกังวล และที่ผ่านมาหลายรัฐบาลได้ออกกฎหมายเงินกู้จำนวนหลายฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดที่มแผนการชำระเงินกู้อย่างเป็นทางการ แม้การชำระหนี้ที่มีการคำนวณไว้ 50 ปีจะชำระหมด ภายใต้ข้อสมมติของอัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้น และเงินต้น ได้คำนวณอย่างระวังไม่กระทบต่อกฎหมายรายจ่ายประจำปี โดย 10 ปีแรกจะไม่มีการชำระคืนเงินต้นของยอดกู้เงิน แต่หลังจากนั้นจะคืนเงินต้น จำนวน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี





