วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุ้นศาลรธน.รับ-ไม่รับคำร้องแก้รธน.วันนี้

ศาลรธน.พิจารณารับ-ไม่รับ ปมคำร้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มาส.ว. 2 ต.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้(2 ต.ค.) นอกจากคณะตุลาการฯจะเปิดโอกาสให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีสภาผู้แทนราษฎร และผู้แทน สำนักงบประมาณ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานป.ป.ช.เข้าชี้แจง กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของส.ว.และส.ส.ประชาธิปัตย์ รวม 112 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง ( 1) ว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2557 มาตรา 27 ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง มาตรา 28 ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขัดหรือแย้ง รัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรคแปด วรรคเก้า หรือไม่ แล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีวาระพิจารณาเรื่องที่พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.สรรหา กับคณะ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร กับคณะ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เข้าข่ายเป็นการเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และมีคำขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งนายกรัฐมนตรีให้ระงับการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นทูลเกล้า ซึ่งต้องรอดูว่าศาลฯจะมีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ และจะพิจารณาอย่างไรกับคำขอกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเพื่อทูลเกล้าฯแล้ว

ทั้งนี้เบื้องต้นทางสำนักงานฯ ยืนยันว่า แม้จะมีการชุมนุมของกลุ่มมวลชนต่างๆ คณะตุลาการก็จะยังประชุมที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดหากมีการยกระดับการชุมนุม หรือเล็งเห็นว่าอาจมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นก็จะมีการแจ้งให้ทางสำนักงานพิจารณาว่าจะต้องย้ายสถานที่ประชุม ซึ่งอาจจะไปประชุมที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเดิม ย่านพาหุรัดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีความเห็นจากนักกฎหมายมหาชน ต่อกรณีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หลังนายกรัฐมนตรีนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว. ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า สถานการณ์ขณะนี้เหมือนต่างฝ่าย ต่างทำหน้าที่ตามอำนาจที่ตนเองมี ซึ่งการตรากฎหมายในทางปฏิบัติแล้วเมื่อฝ่ายบริหารมีการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ร่างกฎหมายจะถูกส่งไปยังสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งก็จะมีการตรวจสอบความถูกต้องและความชอบของร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอความเห็นกราบบังคมทูล และเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเวลาในขั้นตอนการลงพระปรมาภิไธย 90 วัน เชื่อว่าทางสำนักราชเลขาธิการ น่าจะที่รอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็คาดว่าไม่น่าจะใช้เวลาการพิจาณายาวนานเกินกว่า 90 วัน และหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 216 ก็ได้กำหนดแล้วว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ดังนั้น ก็จะมีผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป

นอกจากนี้ไม่เชื่อว่าการวินิจฉัยกรณีดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ จะเกิดขึ้นหลังทรงลงพระปรมาภิไธย เพราะผู้ร้อง ได้ร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้ศาลฯสั่งระงับการกระทำนั้น ศาลรัฐธรรมนูญย่อมต้องพิจารณาโดยเร็วและคำนึงว่าการจะปฏิบัติตามคำขอคือสั่งระงับนั้น จะต้องไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยไปจนการสั่งระงับนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร