วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลฎีกาโหวตเลือก'ศุภชัย'เสนอส.ว.เลือกกกต.

ประชุมศาลฎีกาโหวตเลือก"ศุภชัย สมเจริญ"ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เสนอส.ว. เลือกเป็นกกต. ขณะที่รอเลือกที่เหลือ1คนอีก9ต.ค.

นายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมผู้พิพากษาศาลฎีกา 156 คน เพื่อประชุมใหญ่ศาลฎีกา พิจารณาเลือกบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนชุดปัจจุบันที่ได้ครบวาระลงแล้วเสนอ ส.ว.พิจารณาเห็นชอบตามกฎหมายโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา วันนี้(30ก.ย.) มีผู้พิพากษาเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 136 คน ซึ่งในการลงคะแนนเลือก จะให้สิทธิ์ผู้พิพากษาแต่ละคน โหวตเลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 4 คน แล้วจะเลือกเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเพียง 2 คนมาให้ที่ประชุมใหญ่ได้ลงคะแนนเลือกในรอบสุดท้ายโดยผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาที่มาร่วมประชุม โดยการคัดเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนลับปรากฏว่า นายศุภชัย สมเจริญ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ได้คะแนนสูงสุดของการคัดเลือกรอบแรก 4 คน แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงการลงคะแนนในรอบสุดท้ายนายศุภชัยได้รับคะแนน 70 เสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด จึงได้เป็นผู้ที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็น กกต. แต่นายชัยสิทธิ์ ได้รับคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ที่ประชุมใหญ่ได้มีการเปิดให้ลงคะแนนอีกครั้ง เพื่อจะหาบุคคลอีก 1 คนให้ครบตามจำนวน 2 คนที่จะต้องเสนอ ส.ว.พิจารณาเห็นชอบ

โดยการลงคะแนนเลือกอีกรอบนั้น ก็ยังมีชื่อนายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม อยู่ด้วย ร่วมกับนางเปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา , นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา ซึ่งนายชัยสิทธิ์ ได้รับคะแนนสูงสุดในรอบ 4 คนนี้ แต่สุดท้ายคะแนนยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นกกต. ดังนั้นจึงกำหนดประชุมใหญ่ใหม่อีกครั้ง เพื่อพิจารณาสรรหาบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อให้เป็น กกต. อีก 1 คนที่เหลือ ในวันที่ 9 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น. เพื่อที่จะเสนอชื่อให้ ส.ว.พิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ในการลงคะแนนเลือกครั้งต่อไปนั้น ไม่ตัดสิทธิ์ที่จะให้มีการเสนอชื่อบุคคล ซึ่งเคยถูกเสนอชื่อมาแล้วให้เลือกได้อีก

ด้านนายศุภชัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เปิดเผยว่า มีความพร้อมที่จะดำรงตำแหน่ง กกต. เพราะต้องการทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองในบั้นปลายชีวิต เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข อย่างไหนถูกก็ว่าไปตามที่ถูก ตรงไปตรงมา โปร่งใสและเป็นธรรม ส่วนจะผ่านขั้นตอนพิจารณาของ ส.ว.เพื่อเห็นชอบหรือไม่นั้น สุดแล้วแต่ดุลพินิจ ส.ว.จะเป็นผู้พิจารณาตามสมควรที่จะเลือกคนดีเข้าไปเป็นกกต. ตนไม่อาจก้าวล่วง แต่หาก ส.ว.เลือกตนก็พร้อมเข้าไปทำงาน ถ้าไม่เลือกก็กลับมาเป็นผู้พิพากษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายศุภชัย สมเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2492 ปัจจุบันอายุ 64 ปี ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรม นายศุภชัย เคยเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ , ผู้พิพากษาทั้งในศาลแขวงพระนครใต้ และศาลแขวงพระนครเหนือ , ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเขียว ศาลจังหวัดสีคิ้ว , ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญาธนบุรี , ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา , รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 และ ภาค4 , ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 4 และภาค 8 , ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ภาค 4 , ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา คณะที่1 ทำหน้าที่ประธานคดีปกครอง และประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1โดยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา นายศุภชัย ยังเคยนั่งเป็นองค์คณะพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองนายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน และนางอรพินท์ มั่นศิลป์ ส.ว.นครสวรรค์ เนื่องจากจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน นอกจากนี้นายศุภชัย ยังเคยได้รับเลือกเป็น กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ด้วยซึ่ง ก.ต.มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนโยกย้ายและวินัยผู้พิพากษา