วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตรวจสอบงบสภาฯ ปฏิบัติการ'กวาดบ้านตัวเอง'

"ถึงการตรวจสอบของผมจะทำให้องค์กรเสียหาย แต่ผมถือว่า ต้องปัดกวาดบ้านตัวเองก่อนที่จะไปปัดกวาดที่อื่น" วิลาศ จันทร์พิทักษ์

การแจกไอแพด 808 เครื่อง มูลค่า 55.6 ล้านบาท แก่สมาชิกรัฐสภา และการซื้อนาฬิกาติดผนัง 240 เรือน มูลค่า 15 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อน รับการเปิดสมัยประชุมสภาเมื่อต้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา จนนำมาสู่การตรวจสอบการใช้งบประมาณครั้งใหญ่ของรัฐสภา โดยเฉพาะจัดซื้อจัดจ้างสารพัดโครงการด้วย "วิธีพิเศษ" ล้วนๆ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ข้อมูลหลายเรื่องที่ข้าราชการรัฐสภา ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมอบชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณไม่เหมาะสมและไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการปรับปรุงพื้นที่ภายในรัฐสภา รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร และ สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นเรื่องที่ ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคน นำมาอภิปรายพร้อมทั้งเสนอตัดงบหน่วยงานของรัฐสภา ในการพิจารณางบประมาณประจำปี 2557 อย่างดุเดือด

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ หนึ่งในผู้เปิดประเด็นและตรวจสอบเรื่องนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงภารกิจปัดกวาดเรื่องไม่สะอาดในรัฐสภาครั้งนี้ โดยยอมรับว่า เป็นครั้งแรกที่การใช้งบประมาณของรัฐสภาถูกตรวจสอบอย่างเป็นทางการ อย่างเอาจริงเอาจัง โดยสมาชิกสภาเอง ทั้งที่ปัญหานี้ก็มีการพูดคุยกันในบรรดาส.ส.มาตลอด

"ที่จริงแล้ว หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบจริงในส่วนนี้ คือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งต้องเข้ามาตรวจบัญชี แต่ดูเหมือนเขาไม่อยากมายุ่ง ผมเป็นประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช.สภาฯ มา 4 ปี มัวแต่ไปนั่งจับกระทรวง หน่วยงานต่างๆ ไม่เคยคิดเลยว่า ในสภาฯ จะกล้าทำขนาดนี้ แต่ถึงการตรวจสอบของผมจะทำให้องค์กรเสียหาย แต่ผมถือว่า ต้องปัดกวาดบ้านตัวเองก่อนที่จะไปปัดกวาดที่อื่น"

สำหรับการตรวจสอบงบประมาณรัฐสภา ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ครั้งนี้ วิลาศ บอกว่า ได้ย้อนไปดูตั้งแต่งบปี 2556 ซึ่งเริ่มต้นของบผูกพันสำหรับรัฐสภาใหม่ "ประเด็นหลักๆ คือ งบนี้ตั้งเพื่อไปรับกับรัฐสภาใหม่ ผูกพันไป 3-4 ปี เริ่มปี 2556 ซึ่งมีงบอาคารรัฐสภาใหม่กว่า 6.6 พันล้าน ซึ่งทำให้งบปีที่แล้ว (2556) สูงโดด และปี 2557 จำนวนกว่า 7 พันล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียดโครงการจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมาก ที่ต้องไล่เรียงดูทุกรายการ"

ขณะนี้ข้อมูลที่ผู้ร้องเรียนส่งมาให้และจากการติดตามเพิ่มเติม "วิลาศ" ระบุถึงความไม่ปกติว่า "ผมเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาทุกอย่าง เราเห็นว่าส่อไปในทางไม่สุจริตแทบทั้งนั้นซื้อแพงกว่าความเป็นจริงเยอะ ที่สำคัญ มีกรณีที่ไปซื้อของแล้วเปลี่ยนทีโออาร์ คือเวลาจ่ายเงิน จ่ายตามทีโออาร์ แต่เวลาสั่งของ เป็นทีโออาร์อีกแบบ"

"โดยจุดเริ่มต้นที่เราพบ คือ อยู่ดีๆ สำนักเลขาธิการสภาฯ ไปทำเรื่องถึงประธาน กร.(คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานโดยตำแหน่ง) เพื่อขอยกเว้นระเบียบพัสดุ เพื่อเปิดช่องให้การจัดซื้อจัดจ้างทุกกรณีเป็นวิธีพิเศษ โดยไม่จำกัดวงเงิน และไม่ต้องทำอีออคชั่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีระเบียบการจัดซื้อวิธีพิเศษ สามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง"

เช่น ไม่มีตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ มีความจำเป็นเร่งด่วน ประเด็นขอยกเว้นระเบียบที่ว่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นจึงมีการขอโอนงบ เปลี่ยนแปลงงบ และจัดซื้อจัดจ้างอย่างไม่เหมาะสม ที่กรรมาธิการเรียกข้อมูลขณะนี้ คือโครงการจัดซื้อ ที่มีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท ทั้งราคากลางทีโออาร์และสัญญา"

นอกจากนี้ ยังมีการขอแก้ระเบียบใหม่ เมื่อเดือนพ.ค. 2556 เพื่อให้เลขาธิการสภาฯ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการได้เอง โดยไม่ต้องขออนุมัติประธาน กร. ซึ่งล่าสุดจำนวนกรรมการสภาฯ มีทั้งหมด 65 คณะ และคณะอนุกรรมการ รวมกันแล้วเกือบ 100 คณะ โดยกรรมการบางคณะมีอนุกรรมการถึง 5-6 คณะ มีการประชุมกันทุกวัน ทำให้มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมจำนวนมาก ไม่รู้ว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการพิจารณา

"เฉพาะตัวเลขาธิการสภาฯ ซึ่งเป็นประธานกรรมการเอง 33 คณะ และเป็นที่ปรึกษาอีก 5 คณะ ได้เบี้ยประชุม ทุกครั้งเท่ากัน 2,000 บาท ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก ที่เพิ่งพบว่าเลขาธิการสภาฯ คนเดียว ถูกข้าราชการตั้งแต่ระดับสูงสุดถึงต่ำสุดร้องเรียน ซึ่ง ผมได้รับเรื่องร้องเรียนของทุกสำนัก มากกว่า 20 เรื่อง"

รายได้ดีอย่างนี้ วิลาศ ระบุว่า "แม้แต่กรมสรรพากร ก็ไม่เคยมาตรวจสอบว่า เสียภาษีถูกต้องไหม เพราะมีรายได้พิเศษเยอะ ทั้งที่เบี้ยประชุมอะไร ก็ต้องเสียภาษีหมด ไม่มีเหตุยกเว้น เดือนหนึ่งอย่างกรรมาธิการ ได้ 5-6 พันบาท ซึ่งน้อยกว่ากรรมการสภาฯ ก็ไม่เคยเสียภาษี ถ้าคิดตามขั้นเงินเดือนในอัตราก้าวหน้า ตามระเบียบก็ต้องถูกหัก 30% แต่ไม่เคยมีใครคิด เขาไม่อยากยุ่ง แม้แต่ สตง.ที่ต้องตรวจบัญชี ก็ไม่เคยเข้ามา ล่าสุดผมเชิญมาตรวจสอบงบสภาฯ ปรากฏว่าสภาฯ ก็ไม่ส่งข้อมูลให้เขา ไปขอพบเลขาฯสภาฯ ก็ไม่ว่างให้พบ แค่กรรมาธิการขอเอกสารไป 2 เดือน ยังไม่ให้เลย"

เขาบอกอีกว่า ประเด็นสำคัญที่ สมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก ไม่เห็นด้วยกับการถลุงงบอย่างนี้ ก็เพราะการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ลงนามในสัญญาจ้าง ชัดเจนว่าจะสร้างให้เสร็จภายใน 900 วัน แต่กลับมีการใช้งบปรับปรุงสภาฯ มากขนาดนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่เพิ่งรับรู้กันคือ "งบรับรอง" ในการจัดงานต้อนรับแขกต่างประเทศ ที่มาเยือนรัฐสภา วิลาศ ระบุว่า มีการผูกขาดจัดซื้อจัดจ้างเฉพาะรายเดียว ซึ่งเจ้าของร้านดอกไม้รายนี้ มีชื่อเป็นกรรมการสภาฯ ถึง 6 คณะ ได้ทั้งเบี้ยประชุม ได้ทั้งงาน

"ร้านนี้เคยจัดพานพุ่มไปถวายพระพรทุกวัน พานละ 2 พันบาท วันละ 4 พันบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีใครตำหนิ แต่เบื้องลึกแล้ว ผูกขาดรายนี้เท่านั้น ขนาดงานต้อนรับคณะประธานสภาฯ เวียดนาม แค่จัดดอกไม้ประดับใช้ชั่วโมงเดียวแล้วเก็บกลับไปขายต่อที่ร้าน สภาฯ ก็ต้องจ่ายไป 2.8 แสนบาท จำพวกหรีดต่างๆ ก็ขายให้สภาฯ วงละ 2 พันบาท จากที่เคยซื้อกันแค่ 800 บาท"

นอกจากนี้ "งบอาหาร" สำหรับการประชุมรัฐสภา และการประชุมกมธ.ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่อยู่ในเป้าหมายการตรวจสอบ "งบอาหาร ที่เรียกว่าอาหารห่วยจริงๆ ใครร่วมกันทำมาหากินกับใครจะต้องเอาให้หมด"

วิลาศ ยังระบุถึงกรณีการตั้งรัฐสภาจังหวัดนำร่อง 6 จังหวัด ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็มีปัญหาต้องไปเช่าสถานที่ 3 ปี แต่ที่หนักกว่าคือ ข้าราชการที่ย้ายไปประจำอยู่ที่รัฐสภาจังหวัด สำนักเลขาธิการสภาฯ ให้เบิกค่าโรงแรม เบิกตั้งแต่วันที่ตั้งรัฐสภาจังหวัดจนถึงทุกวันนี้

"เบิกอย่างนี้ทุกแห่ง เบิกน่าเกลียด ทั้งที่ขัดระเบียบ พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้าน แต่ไปอ้างว่าเบิกตาม พ.ร.ฎ.เดินทางไปราชการต่างจังหวัด ที่สำคัญเบิกกันทั้งครอบครัว สามี ภรรยา ลูก แยกกันเบิกคนละห้อง ผิดระเบียบชัดเจน ซึ่งกรมบัญชีกลาง ระบุแล้วว่า ผิดระเบียบชัด ต้องเรียกคืนหมด"

ส่วนการตรวจสอบประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อย่าง สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นั้น ก็เนื่องมาจากการเดินทางต่างประเทศ ที่ไม่มีการเซ็นรับรองงบการเดินทาง จนเป็นเหตุให้ข้าราชการมีความผิด

"อย่างจีนที่ประธานไปบ่อยๆ บางเที่ยว จะมีคณะล่วงหน้าไปประสานต้อนรับประธาน ต้องจ่ายไปอีกล้านกว่า แล้วยังมีการเบิกค่าเลี้ยงรับรองแขกแต่ละเมือง 100 คน แต่พอเรามาดูรายละเอียด ปรากฏว่า ทางจีนเขาเลี้ยงเรา แล้วยังเจออีกว่าวันที่เบิกนั้น เป็นวันที่ขึ้นเครื่องเดินทางไป แล้วที่มีปัญหาอีก คือ ท่านเอาที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวไปด้วย ขนาดที่ปรึกษาคนไทยยังไม่ได้ไปเลย บางเที่ยวไปกัน 4-5 คน อย่างนี้ชัดเจน ไล่ไปก็ตายหมด"

วิลาศ ยอมรับว่า อุปสรรคในการปราบโกงที่หนักใจและเคยสะท้อนปัญหาต่อ ป.ป.ช.คือ กระบวนการตรวจสอบและเอาผิดต่อการทุจริตในประเทศไทยล่าช้า จนทำให้คนโกงไม่เกรงกลัวความผิด เพราะกว่าจะถูกตรวจสอบพบ บางเรื่องคนโกงก็หนี จนขาดอายุความ ถึงแม้ในแง่ดีจะเป็นความรอบคอบ แต่อีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นการเปิดช่องให้มีการวิ่งคดีจนรอดไปได้

สำหรับปฏิบัติการกวาดบ้านตัวเองครั้งนี้ วิลาศ ยืนยันว่า "ผมจะทำให้เต็มที่ที่สุด เชื่อว่าเฉพาะข้อมูลที่มีอยู่ในมือ สอบจนหมดสมัยของสภาฯ ชุดนี้ ก็ยังไม่หมด ทุกวันนี้การทุจริตเพิ่มขึ้นมาก ไม่รู้ว่าเพราะคนไม่คำนึงถึงศีลธรรม หรือหน่วยตรวจสอบไม่จริงจัง แต่สำหรับผมจะกวาดบ้านตัวเองอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะไปตรวจสอบบ้านคนอื่น"