วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยิ่งลักษณ์'ปาฐกถางานหุ้นส่วนศก.สวิส-ไทย

"ยิ่งลักษณ์"ปาฐกถางานหุ้นส่วนเศรษฐกิจสวิส-ไทย หวังสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างกัน

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเวลา 12.30 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ณ โรงแรมปาร์คไฮแอ็ต นครซูริค สมาพันธรัฐสวิส นางสาวยิ่งลักณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวปาฐกถาในงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจสวิส-ไทย ว่าทั้งไทยและสวิสมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน โดยเฉพาะทางการทูตที่สถาปนาความสัมพันธ์กันมานากว่า 80 ปี และคนไทยรู้จักสวิสในฐานะประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยพำนักและศึกษา เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

นายธีรัตถ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ชื่นชมสวิสว่าเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ เพราะมีนวัตกรรมในหลายธุรกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการชั้นนำของโลก อีกทั้งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของไทยในยุโรป จึงต้องทำงานร่วมกันต่อเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและธุรกิจของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตามทั้งไทยและสวิสกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากสภาวะอากาศ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค ที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวให้ทัน โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะก่อให้เกิดการแบ่งปันความรู้ร่วมกันเพื่อทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การถือกำเนิดของประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะยิ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างไทยและสวิส ให้มีการเพิ่มมูลค่าหลากหลายมากขึ้น จึงเชิญชวนนักลงทุนสวิสไปร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมบริการระดับสูงของไทย เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา ลองสเตย์ นอกจากนี้ไทยได้ประกาศนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก รวมถึงเกษตรโซนนิ่ง จึงอยากจะหาความร่วมมือว่าจะเพิ่มมูลค่าอะไรกับสวิสได้บ้างโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ความละเอียดสูงของสวิส ที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น อัญมณี และ นาฬิกา จึงหวังว่าจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการทำธุรกิจระหว่างไทยและสวิส รวมอยากเห็นความคืบหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย - EFTA ที่จะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในงานนี้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวในงานสัมมนาด้วยว่าประเทศไทยกำลังลงทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ รวมไปถึงการเติบโตของเมืองใหม่ ที่จะส่งผลให้การบริโภคในประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงอยากให้นักลงทุนสวิสมองประเทศไทยเป็นฐานในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยการลงทุนครั้งนี้จะมีการลงทุนทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพ ถนน สนามบิน และท่าเรือ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงได้ในช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ปีหน้า โดยประเมินว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2020