กมธ.งบฯปี57วุฒิสภา เสนอ23ข้อสังเกตให้รัฐบาลจัดระบบประเมินผล-คุณภาพโครงการประชานิยม พร้อมวิเคราะห์ผลเสีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ก.ย.นี้ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านาท ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคสามกำหนด ให้วุฒิสภาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ภายใน 20 วันนับตั้งแต่ที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2557 ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 57 ที่มีนายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร เป็นประธาน ได้พิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2557 แล้วเสร็จและได้เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้พิจารณา ทั้งนี้กรรมาธิการฯ ได้มีข้อสังเกตในภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย คือ 1.ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเร่งการตรวจร่างกฎหมายว่าด้วยการกำหนดวินัยทางการเมืองการคลังที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แล้วเสร็จ และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคสามและมาตรา 303 ที่ระบุให้มีกฎหมายและจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 2ปีนับตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้ แต่ขณะนี้เวลาผ่านไปกว่า 6 ปีแล้วร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา 2.รัฐบาลควรขับเคลื่อนประเทศตาม 4 ยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต 3.โครงการประชานิยมของรัฐบาล เช่น มาตรการลดภาษี, โครงการรถยนต์คันแรก โครงการบ้านหลังแรก โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร สร้างผลกระทบต่องบประมาณและเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งศึกษา ผลดี ผลเสียและผลกระทบและควรมีการจำกัดวงเงินงบประมาณให้ชัดเจน ที่สำคัญต้องมีระบบตรวจสอบ ประเมินผลความคุ้มค่าของโครงการที่ชัดเจน
4.รัฐบาลควรจัดทำแผนบริหารจัดการและแนวทงการใช้เงินคืนกรณีทีเกิดจากการกู้ยืมและการค้ำประกันเงินกู้โดยรัฐบาล 5.งบลงทุนที่จัดสรรไว้ในปี 2557 ที่มีเพียงร้อยละ 17.5 ซึ่งน้อยกว่าปี 2556 เป็น สะท้อนให้เห็นว่าโครงการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ชะลอตัว 6.การจัดสรรงบลงทุนไว้นอกร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี2557 ทำให้งบลงทุนในอนาคตไม่ครอบคลุมจากทุกแหล่งทุน 7.รัฐบาลควรมีแผนกู้เงินที่เหมาะสม หลังจากที่กำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 57 เพียง2.5แสนล้านบาท 8.รัฐบาลควรมีแนวทางการจัดระบบและบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิ์ภาพและมีแผนลดการขาดดุลภายในช่วงระยะเวลาดำรงตำแหน่งของรัฐบาล ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังและความจำเป็นของการใช้จ่ายภาครัฐ, 9.รัฐบาลควรจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยให้ความสำคัญกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้เป็นกรอบในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมุ่งเน้นให้มีการบูรณาการ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของประเทศด้วย
10.รัฐบาลควรมีการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี โดยให้ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหาภาค ที่สอดคล้องกับสัญญาณการอ่อนตัวและแรงกดดันของค่าเงินบาท, 11.รัฐบาลต้องหามาตรการลดผลกระทบจากมาตรการการคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกและเร่งผลักดันการส่งออก ให้สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย ตลอดจนเตรียมพร้อมเร่งรัดการเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ในไตรมาศสุดท้ายของปี 12.ควรเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งรัดแผนการพัฒนาพื้นที่เศรฐกิจใหม่ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี และลดอุปสรรคด้านการค้าการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงการคลังควรดำเนินการกับการหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยเฉพาะการนำเข้ารถที่สำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง โดยจะต้องเสนอแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิด 14.กระทรวงการคลังต้องศึกษาหามาตรใหม่ๆ ทางภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 15. ควรมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้ เช่น การประสานงานกับสำนักตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อให้เกิดการรองรับนักท่องเที่ยว และช่วยเหลือดูแลเกี่ยวกับ การจ่ายภาษีอากรของนักท่องเที่ยว เพื่อให้มีความสะดวกมากขึ้น 16.รัฐบาลควรให้ความสำคัญและผลักดันงบประมาณเพียงพอ ในเรื่องการพัฒนาการจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการหาเครื่องมือเพือให้สามารถจัดเก็บภาษีได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ 17.ควรให้ความสำคัญต่อการขยายฐานภาษีในการจัดเก็บให้กว้างขึ้น โดยควรพิจารณากำหนดฐานภาษีให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับปริมาณหนี้สาธารณะ
18.ควรกำหนดเป้าหมายและภารกิจของการจัดตั้งองค์การมหาชนอย่างชัดเจนเพื่อการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนขององค์กรมหาชนที่จัดตั้งมาใหม่ เช่น สำนักงานพัฒนานคร, สำนักส่งเสริมและการจัดประชุมนิทรรศการ โดยรัฐบาลควรมีมาตรการสำคัญในการกำกับดูแลผลประกอบการขององค์การดังกล่าวด้วย 19.รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานส่วนจังหวัดเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดของรัฐบาล 20.ควรเร่งตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่ คือ กระทรวงสหกรณ์ โดยแยกออกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่มสาขาอาชีพ 21.รัฐบาลควรระบุตัวชี้วัดเพิ่มเติมในการจัดเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณ 22.ในโครงการที่มีการทำงานแบบต่อเนื่อง รัฐบาลควรทำเอกสารแสดงภาพรวมของโครงการทุกมิติ และงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละปี และ 23.แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในรูปแบบตั้งกรรมการ รัฐบาลต้องคำนึงถึงการระดมความเห็นของบุคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประสานงานและการติดตามประเมินผล





