รมว.ยุติธรรมสั่ง"ดีเอสไอ-ป.ป.ง."สอบพฤติการณ์แก๊งทวงหนี้โหด รุมยำลูกหนี้เจ็บสาหัส ลั่นพบทำผิดเป็นขบวนการเสนอเป็นคดีพิเศษ
นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถถึงเหตุการณ์แก๊งทวงหนี้เงินกู้นอกระบบกว่า 10 คนพร้อมอาวุธมีดและระเบิดปิงปอง บุกทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายเจ้าของบ้านพักเลขที่ 5/9 ม.4 ซอยเพิ่มสิน 20 แยก 13 ถ.เพิ่มสิน แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม.บาดเจ็บสาหัส 2 ราย เหตุเกิดท้องที่ สน.บางเขน ว่า เบื้องต้นการดำเนินคดีอาญาเพื่อเอาผิดกับการทวงหนี้ด้วยการทำร้ายร่างกายเป็นหน้าที่ของตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมจะสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบว่าพฤติการณ์ทวงหนี้ดังกล่าวกระทำเป็นขบวนการหรือไม่ เพื่อเสนอเป็นคดีพิเศษและใช้มาตรการยึดและอายัดทรัพย์ของปปง. ในมูลฐานความผิดกรรโชกทรัพย์ นอกจากนี้จะสั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพลงพื้นที่เข้าไปดูแลพร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้กับผู้บาดเจ็บ
พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า จากการตรวจสอบคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่าเป็นพฤติกรรมอุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย อย่างไรก็ตามในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะเป็นเรื่องของการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแนะนำด้านกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับแก๊งเงินกู้นอกระบบกลุ่มนี้ โดยวันนี้ (30 ส.ค.) ตนจะส่งเจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เข้าไปรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหาย จากนั้นจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาต่อไป
อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาการทวงหนี้โหดลักษณะนี้ ที่ผ่านมาครม.ได้กำหนดเงื่อนไขรายละเอียดที่ผู้ประกอบกิจการทวงหนี้ต้องปฏิบัติตามอย่างโดยเฉพาะวิธีการทวงถามหนี้ รวมทั้งข้อห้ามในการทวงถามหนี้ ประกอบด้วย ห้ามไม่ให้ทวงถามหนี้กับบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้โดยเด็ดขาด และกำหนดเวลาติดต่อลูกหนี้ได้เฉพาะเวลา 08.00 - 20.00 น.ส่วนวันหยุดราชการห้ามทวงหนี้หลังเวลา 18.00 น. นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้กระทำในลักษณะที่เป็นการละเมิด คุกคาม ห้ามทวงหนี้เกินกว่าเหตุ ก่อความรำคาญ ห้ามใช้วาจาดูหมิ่น เสียดสี ถากถาง กับผู้ที่เป็นลูกหนี้ ซึ่งหากเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดข้อห้ามตามที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด ก็จะมีโทษทางอาญาโดยปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทันที





