วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลอาญาฯแนะไกล่เกลี่ยคดีในศาลยุติข้อพิพาท

ศาลอาญากรุงเทพใต้ แนะสมานฉันท์ไกล่เกลี่ยคดีในศาลยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธี

นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกับศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งมีผู้พิพากษา ข้าราชการศาลยุติธรรม พนักงานอัยการ ตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมบังคับคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ สภาทนายความ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานประมาณ 100 คน

น.ส.ขวัญชีวี เสียงสุวรรณ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ กล่าวในการอภิปรายเรื่องแนวทางการประสานงานเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยและสมานฉันท์และการพิจารณาพิพากษาคดี ว่า กระบวนการสมานฉันท์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน ซึ่งศาลได้ส่งเสริมกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี เพื่อให้จำเลยได้ทราบขั้นตอนในกระบวนการของศาล และเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยคดีโดยสมัครใจและทำให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นโดยเร็ว

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้จัดให้มีศูนย์สมานฉันท์ฯ ให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา ข้อกฎหมายให้จำเลยทราบว่า เมื่อมีการฟ้องคดีหากรับสารภาพ หรือปฏิเสธแล้วกระบวนการพิจารณาจะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วให้จำเลยตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีการต่อรองโทษ ไม่มีการบังคับให้รับสารภาพใด ๆ และไม่ใช่การทำหน้าที่เหมือนเป็นทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายของจำเลยที่จะชี้ช่องทางคดีใดๆ เพียงแต่จะเป็นการอธิบายขั้นตอน เพื่อให้จำเลยรับทราบแล้วคดีจะได้ไม่ล่าช้า ไม่เสียวันนัดพิจารณา ๆ คดีไปเปล่า ๆ โดยครั้งแรกที่เริ่มนำคดีเข้าสู่ศูนย์สมานฉันท์ จะเน้นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ โดยเมื่อจำเลยได้รับข้อมูลกระบวนการทางกฎหมายแล้วก็สามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะให้การอย่างไร ทำให้จำเลยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ไม่ถูกหลอกลวงและไม่เสียสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

ขณะที่การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาประจำศูนย์ของศาลอาญากรุงเทพใต้ในปัจจุบัน มีผู้พิพากษา 4 คน ซึ่งเป็นระดับผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ 2 คน การปฏิบัติหน้าที่จะแยกจากการทำหน้าที่นั่งพิจารณาพิพากษาอย่างชัดเจน ซึ่งผู้พิพากษาประจำศูนย์มาทำหน้าที่ด้วยจิตอาสา เพราะในการพูดคุยให้ความรู้แก่จำเลยในด้านข้อกฎหมายต้องใช้เวลาและพูดเรื่องซ้ำ ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง ขณะที่กระบวนการสมานฉันท์แต่ละคดีจะใช้เวลาประมาณ 2 นัดที่จะให้พูดคุยกันก่อนจะตัดสินใจเอาว่าจะให้การอย่างไรก่อนนำคดีเข้าสู่การพิจารณาปกติหากจำเลยยืนยันให้การปฏิเสธสู้คดี และในคดีใดที่มีผู้เสียหาย ก็จะนำกระบวนการสมานฉันท์มาใช้เพื่อให้มีการพูดคุยด้วย เพื่อปรับความเข้าใจกันระหว่างผู้เสียหาย กับจำเลยที่จะเป็นอีกช่องทางในการขอโทษผู้เสียหายและกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกันได้

ทั้งนี้กระบวนการสมานฉันท์ดังกล่าวทางศาลอาญากรุงเทพใต้ได้เริ่มทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยช่วงแรกเน้นจำเลยที่ให้การปฏิเสธ และเมื่อเดือนกลางปี พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา ได้เริ่มบูรณาการต่อยอดโดยนำคดีเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์หลังจากที่มีการยื่นฟ้องคดี ซึ่งกระบวนการสมานฉันท์คดีดังกล่าวจะทำให้ช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาคดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่นจากคดีที่ใช้เวลาพิจารณา 1 ปีครึ่ง ก็จะเหลือเพียง 3 เดือนเท่านั้น และยังมีผลทำให้ปริมาณคดีค้างเก่าลดจำนวนลงด้วย ส่วนจำเลยยังได้รับสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายด้วยความถูกต้องจากการข้อมูลที่ชัดเจนด้วย และแม้การดำเนินช่วงแรกๆ ทนายความฝ่ายจำเลยยังไม่เข้าใจเพราะห่วงว่าจะเสียสิทธิ แต่เมื่อได้ดำเนินการแล้วจำเลยก็ยังใช้สิทธิได้ตามกฎหมาย สุดท้ายศาลก็ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ขณะที่การดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยสมานฉันท์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ก็ได้เป็นต้นแบบของศาลทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก็ได้รับรางวัลศาลดีเด่นประจำปี 2556

ด้านนายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ กล่าวในการอภิปรายเรื่องแนวทางการประสานงานเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยและสมานฉันท์และการพิจารณาพิพากษาคดีว่า ปัญหาและอุปสรรคในการพิจารณาคดี ในชั้นสอบคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธก็จะนัดตรวจพยานหลักฐานว่าพยานมีกี่ปาก พยานเป็นใครบ้าง แต่ละปากสืบประเด็นใด ซึ่งบางคดียื่นสืบพยานเป็นร้อยปาก พยานบางปากก็ไม่มีผลต่อรูปคดี ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า และพยานก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลโดยเปล่าประโยชน์ บางคดีกว่าจะนัดสืบพยานได้ต้องใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งเมื่อนัดตรวจพยานหลักฐานศาลจะให้สืบพยานเท่าที่จำเป็น โดยเฉลี่ยแต่ละคดีใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี รวมทั้งขอความร่วมมือให้พยานเลื่อนนัดให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอฝากผู้บังคับบัญชาให้กำชับตำรวจให้มาเป็นพยานตามที่ศาลนัดทุกครั้ง เพราะหากพยานมาไม่ได้ก็ต้องเลื่อนการสืบพยานออกไป ทำให้ไม่รู้ว่าคดีจะจบสิ้นเมื่อใด ซึ่งสร้างความเสียหายแก่จำเลยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจำเลยที่โดนคุมขังเป็นระยะเวลาหลายปีกว่าคดีจะเสร็จสิ้น และหากศาลยกฟ้องจำเลยก็ถูกขังฟรีเสียสิทธิเสรีภาพโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนหากพยานคนใดที่คาดว่าติดตามตัวได้ยากขอให้นัดสืบพยานล่วงหน้าไว้ก่อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ด้านนายกฤษณ์นพพร ศิริรักษ์ เลขานุการศาลอาญากรุงเทพใต้ กล่าวในการอภิปรายเรื่องแนวทางการประสานงานเกี่ยวกับการออกหมายจับ หมายค้น และการติดต่อราชการศาล ว่า สำหรับการออกหมายจับผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือเป็นนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ หรือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขอให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกก่อน ส่วนการขอศาลออกหมายจับนั้นศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานซึ่งเชื่อว่าหากผู้ต้องหากระทำผิดจริงศาลก็จะออกหมายให้

ส่วนการขอหมายจับคดียาเสพติดนั้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด กรณีที่ผู้ต้องหามีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต หมายจับจะมีอายุความได้ถึง 30 ปี ซึ่งหากเจ้าพนักงานเขียนคำร้องขอศาลออกหมายจับก็ควรจะระบุอายุความให้ถูกต้องด้วย ไม่เช่นนั้นหากจับผู้ต้องหาได้ในปีที่ 21 เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลก็จะเป็นปัญหาได้ ส่วนการขอหมายค้นนั้นศาลจะต้องดูพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ และการขอหมายพนักงานสอบสวนจะต้องสืบทราบเบื้องต้นก่อนว่าเจ้าของผู้ครอบครองสถานที่นั้นเป็นใคร เช่นบางคดีไปขอหมายค้นแต่ไม่ทำการสืบสวนว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน ปรากฎว่าพอไปตรวจค้นกลับเป็นบ้านองคมนตรี ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ หรือการขอหมายค้นบ้านนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ควรจะต้องปรึกษาผู้บังคับบัญชาเสียก่อน รวมทั้งในการขอหมายจะต้องระบุสังกัดให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนข้อหาบุกรุกได้