วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สารพัดปมรื้อ'ที่มาส.ว.'

สารพัดปมรื้อ"ที่มาส.ว." ด้าน"คณิต""เอื้อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆอาจเข้าแทรกแซงและครอบงำวุฒิสภาได้

กลายเป็นหนังชีวิตไปเลยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็น "ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา" (ส.ว. ) ในวาระ 2 เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพิ่งพิจารณาผ่านไปได้แค่ 2 มาตรา ขณะนี้ค้างอยู่ในการพิจารณามาตรา 3 จากทั้งหมด 13 มาตรา แต่ใช้เวลาผ่านไปแล้ว 3 วัน และวางคิวพิจารณาต่อระหว่างวันที่ 27-30 ส.ค.นี้ หากไม่เสร็จก็อาจต่อเนื่องไปถึงเดือน ก.ย.

สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำลังพิจารณากันอยู่นี้ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว

สาระสำคัญของการแก้ไขคือ เปลี่ยนแปลงที่มาของ ส.ว.จากปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง 76 คน แต่งตั้ง 74 คน รวมเป็น 150 คน เปลี่ยนเป็นเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน

มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ไม่จำเป็นต้องเว้นวรรค หากลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง ก็สามารถมาลงสมัครได้ทันที แถมยังเปิดโอกาสให้ คู่สมรส บุตร ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถลงรับสมัครเป็น ส.ว.ได้

ขณะเดียวกันให้ ส.ว.สรรหา อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระที่เหลืออยู่ (หมดวาระ 2 มี.ค.2557) แต่ในช่วงที่มีการเลือก ส.ว. ระหว่างนี้ให้จำกัดอำนาจของ ส.ว.สรรหา ไม่สามารถแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

"พรรคประชาธิปัตย์"โจมตีว่าการแก้ไขดังกล่าวจะทำให้เกิดสภาพ "สภาผัว-สภาเมีย" เหมือนเมื่อครั้งยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อยู่ โดยวุฒิสภาจะกลายเป็นสภาของภรรยา หรือลูกหลานนักการเมืองจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะใช้ฐานเสียงจากการเลือกตั้งเดียวกัน ส่งผลให้รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารสามารถกุมเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาล่างและสภาบน

นอกจากนั้น "โครงสร้างวุฒิสภารูปแบบใหม่" นี้ จะเป็นคุณต่อพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้ "รื้อที่มาส.ว.ใหม่" โดยเฉพาะสามารถคุมอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในระดับสูงทั้งในตำแหน่งทางการเมือง และรวมถึง ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกันยังสามารถส่งเสริมบุคคลที่ต้องการให้เข้าไปฝังตัวอยู่ในองค์กรกรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ด้วย

แต่การจะเดินไปให้ "บรรลุผลดังใจหวัง" ก็ต้องฝ่า "วิบากกรรม" ให้ได้เสียก่อน โดยเฉพาะจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ "กินรวบ" ดังกล่าว โดยเตรียมชงเรื่องให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตีความแล้วว่า การรื้อที่มาส.ว.ครั้งนี้ ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 หรือไม่

สำหรับประเด็นที่ "เสี่ยง" ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ก็มีหลายประเด็นทีที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหา

พรรคประชาธิปัตย์ โดย นิพิฏฐ์ อิทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ซึ่งอยู่ระหว่างร่างคำฟ้อง พุ่งเป้าไปที่เรื่องกระบวนการพิจารณาในวาระที่ 1 โดยเฉพาะวันแปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะนับจากวันไหน เพราะตัวประธานที่ประชุมยึดกรอบแปรญัตติเวลา 15 วันแรก แต่ไม่ครบองค์ประชุม ขณะที่ประธานรัฐสภากลับมาย้อนกระบวนการโดยนับองค์ประชุมใหม่และให้แปรญัตติภายใน 15 วัน ครั้งที่ 2

"ผมสอบถามนักกฎหมาย หรืออดีตส.ส.ร.ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ต่างฟันธง 100% ว่าต้องนับจากการลงมติกำหนดวันแปรญัตติครั้งที่ 2 จึงมีปัญหาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับนี้ เป็นโมฆะ" นิพิฏฐ์ ระบุ

นอกจากนี้ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์คิดว่าน่าจะส่งให้ศาลตีความได้คือ ปัญหาการตัดสิทธิส.ส.และส.ว.ผู้แปรญัตติ 57 คน ปัญหาเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

ขณะที่ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) ก็ได้รวบรวมประเด็นที่ส่อว่าจะขัดรัฐธรรมนูญไว้ 4 ประเด็นคือ

1.ส่อว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ที่กำหนดให้ ส.ส.-ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือห้ามมีส่วนได้ส่วนเสียในการทำหน้าที่ แต่จากการอภิปรายเห็นว่า ส.ว.ที่กำลังจะหมดวาระลงในวันที่ 2 มี.ค.2557 สนับสนุนร่างแก้ไขฯ เพราะต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งหรือกลับมาเป็น ส.ว.อีก

2.การเปลี่ยนที่มา ส.ว. หมิ่นเหม่ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 291(1) วรรค 2 ที่ระบุว่า ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะเสนอมิได้

แต่การแก้ไขที่มา ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งและไม่มีหลักประกันของความอิสระจากพรรคการเมือง เท่ากับปล่อยให้พรรคและกลุ่มการเมืองถือทั้งอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจถ่วงดุลตรวจสอบไปในคราวเดียวกันได้ ทำให้รูปแบบของรัฐกลายเป็นรัฐอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สวนทางกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบรัฐให้มีธรรมาภิบาล
3.ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่ครบกระบวนความพิจารณาในวาระที่ 1 เพราะยังมีญัตติขอให้ขั้นกรรมาธิการแปรญัตติ 60 วัน ค้างอยู่ แต่ประธานที่ประชุมชิงปิดประชุม เพราะไม่ครบองค์ประชุม และที่ประชุมมากำหนดกรอบแปรญัตติใหม่แค่ 15 วัน ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยยกเลิกกฎหมายฉบับที่องค์ประชุมไม่ครบมาแล้ว

และ 4. รัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการลงประชามติของประชาชน หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน ดังนั้นการแก้ไข ไม่ว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือแก้เป็นรายมาตรา ก็ต้องจัดทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนก่อน
เช่นเดียวกับ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นเกี่ยวกับที่มาส.ว. สุ่มเสียงขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา รวมทั้งฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

โดยคปก.เห็นว่า การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามและการยกเลิกข้อห้ามต่างๆ เป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างความโปร่งใสและสร้างดุลยภาพในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยกำหนดให้ ส.ว.ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและกลั่นกรองกระบวนการนิติบัญญัติ รวมถึงพิจารณาเลือก แต่งตั้ง ให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ และการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

ดังนั้น การยกเลิกข้อห้าม มีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ สามารถมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ได้ทันที ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ กระทบต่อดุลยภาพของรัฐธรรมนูญโดยภาพรวม อีกทั้งยังเป็นการเอื้อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ อาจเข้าแทรกแซงและครอบงำวุฒิสภาได้

เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ "ปมที่มาส.ว." โหวตผ่านวาระ 3 เมื่อไหร่ ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 15 วัน คงจะได้เห็น "ทีมกฎหมายประชาธิปัตย์" ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันที

ฉะนั้น เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยและส.ว.บางส่วน ที่ผลักดันจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว ผ่านที่ประชุมรัฐสภาไปได้ ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสะดวกโยธิน แต่ต้องฝ่าด่านศาลรัฐธรรมนูญไปให้ได้เสียก่อน...