วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง2คดีหมิ่น แดง-เหลือง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้องคดี"สนธิ-สโรชา" หมิ่น"ทักษิณ"กล่าวหาจัดรายการจาบจ้วงสถาบัน ส่วนอีกคดียกฟ้อง"จตุพร"หมิ่น"พล.ต.จำลอง"และพวก

ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 703 วานนี้ (14 ส.ค.) ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.3323/2550 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส โดยนายสรรพวิชช์ คงคาน้อย ผู้รับมอบอำนาจช่วง เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และ บมจ.แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป (ศาลยกฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา


คำฟ้องของโจทก์ สรุปความผิดจำเลยว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2550 นางสาวสโรชา จำเลยที่ 2 นำเทปการกล่าวปราศรัยของนายสนธิ จำเลยที่ 1 ซึ่งบันทึกเทปที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาออกอากาศในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันของบริษัทแมเนเจอร์ฯ จำเลยที่ 3 โดยนำข้อความมาตีพิมพ์ ทำนองว่านายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับนายสนธิ ถึงสาเหตุที่ต้องออกจากรัฐบาล เนื่องจากหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พูดจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2555 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 6 เดือน ปรับ 2 หมื่นบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี จำเลยจึงยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ในวันที่ 24 ส.ค.2550 นายสนธิ ไม่ได้ร่วมจัดรายการกับนางสาวสโรชา โดยคำพูดปราศรัยที่สหรัฐอเมริกาฟังไม่ได้ว่านายสนธิร่วมรู้เห็นในการจัดรายการ แม้จะผิดฐานหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ แต่การบันทึกเทปวันที่ 24 ส.ค.2550 ก่อนวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุไว้ในคำฟ้อง ฉะนั้นนายสนธิจึงไม่มีความผิด แม้นางสาวสโรชาจะไม่มีส่วนร่วมในการปราศรัย โดยกล่าวนำและกล่าวปิดการเผยแพร่ภาพออกอากาศในรายการ จึงมีส่วนรู้เห็นต้องรับผิดด้วย ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ โจทก์หรือไม่

ศาลอุทธรณ์ สรุปว่า ข้อความที่นายสนธิกล่าว เป็นการแสดงความเห็นโดยการติชมด้วยความสุจริต จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ และนางสาวสโรชานำเทปการปราศรัยของนายสนธิมาออกอากาศ จึงไม่ผิดหมิ่นประมาทเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ขณะที่นายสนธิ กล่าวว่า ดีใจที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง และคำพิพากษาได้ยืนยันสิ่งที่ตนพูดและเข้าใจว่ามาจากพฤติการณ์และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

วันเดียวกันที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ศาลอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.771/2554 ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กับพวกรวม 4 คน เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4

กรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2553 จำเลยให้สัมภาษณ์ทำนองว่า โจทก์ทั้ง 6 คน ร่วมกับทหารบางกลุ่ม ใช้บันทึกเอ็มโอยู 2543 ปลุกกระแสชาตินิยมและออกมาชุมนุมเพื่อสร้างความวุ่นวาย เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาล โดยมีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ลงในเว็บไซต์สื่้อ และลงพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์

โดยศาลชั้นต้น พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานโจทก์ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเป็นการโต้ตอบทางการเมืองโดยทั่วไป ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่แต่ละฝ่ายจะต้องแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนด้วยการวิพากษ์วิจารณ์หรือติชมฝ่ายตรงข้าม ตามวิถีการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อโจทก์ทั้ง 6 คน เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเรื่องเขตแดนไทยและกัมพูชา บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร นายจตุพรจึงย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์และติชมเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ จึงถือได้ว่าการกระทำของนายจตุพรเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม การกล่าวข้อความ ตามความเข้าใจของนายจตุพร ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริง จึงถือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้ง 6 คน

ต่อมาโจทก์ทั้ง 6 คนยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน