วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนก.ม.นิรโทษกรรม'ยิ่งดันยิ่งเสี่ยง'

เตือน ก.ม.นิรโทษ "ยิ่งดันยิ่งเสี่ยง" สุมไฟหวาดระแวง-บั่นทอนอนาคตชาติ

โล่งกันไปเปลาะหนึ่งสำหรับความรุนแรงนอกสภาที่ไม่เกิดขึ้นในวันเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ที่เสนอโดย นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย วาระแรกของสภาผู้แทนราษฎร

แต่ความอกสั่นขวัญแขวนก็ยังไม่หมดไป ข่าวลือแบบปากต่อปากยังคงมากมาย (แม้ในโซเชียลมีเดียจะเริ่มบรรเทาลงบ้างหลังตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีใช้ไม้แข็งกับบุคคลที่โพสต์ แชร์ หรือกดไลค์ข้อความที่เข้าข่ายปลุกระดมหรือไม่มีมูลความจริง)

อนาคตของการเมืองไทยในระยะสั้นนี้ยังคงผูกชะตาไว้กับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปณิธาน : เข้าวาระ 2 จะยิ่งขัดแย้ง

ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ประเมินว่า หากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในวาระ 2-3 สถานการณ์การเมืองอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะช่วงแปรญัตติ (วาระ 2) จะยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง

"ขณะนี้กลุ่มที่ออกมาต่อต้านเป็นเพียงกลุ่มที่สนับสนุนพรรคการเมือง หรือกลุ่มคนที่ติดตามเรื่องนิรโทษกรรมอย่างใกล้ชิด จึงยังเป็นความขัดแย้งในวงแคบ ถ้าเข้าสู่ชั้นแปรญัตติและสุดท้ายร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ความขัดแย้งก็จะขยายวงกว้าง คนที่มีแนวคิดกลางๆ ก็จะออกมาต่อต้าน"

ปณิธาน เสนอว่า การชะลอร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อนก็จะช่วยลดความขัดแย้งเฉพาะหน้าลงได้ จากนั้นควรหารือกับทุกฝ่ายว่าจะยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างไรถึงทุกฝ่ายถึงจะยอมรับ เช่น คนที่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ความผิดฐานหมิ่นสถาบัน) และคนที่วางเพลิงเผาสถานที่ราชการ จะต้องไม่ได้รับการนิรโทษกรรม อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนการที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาคงไม่เกิดประโยชน์ เพราะเป็นการมองปัญหาในภาพกว้าง หนำซ้ำที่ผ่านมารัฐบาลชุดที่แล้วยังได้ตั้งคณะกรรมการในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ 2 ชุด คือคณะกรรมการปฏิรูป และสมัชชาปฏิรูป แต่กลับไม่มีการนำผลการศึกษามาใช้ รวมทั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป.ด้วย ทำให้ประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจที่จะปฏิรูปอย่างแท้จริง

จักษ์ : ก.ม.ผ่านสภารุนแรงแน่

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังระบุไม่ชัดเจนว่าใครจะได้รับการนิรโทษบ้าง ถึงแม้จะเขียนกำกับไว้ว่าไม่รวมถึงการกระทำของผู้มีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการการชุมนุมก็ตาม แต่สังคมไทยปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างรีบเร่งแบบนี้ แทนที่จะแก้ไขปัญหา จะกลายเป็นเสมือนการจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง

"หากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านความเห็นชอบของสภาทั้ง 3 วาระ จะนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองอย่างแน่นอน" เขากล่าว

สุริชัย : ระวังวิกฤติความไม่ไว้ใจ

สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองตลอด 8-9 ปีผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนแล้วว่าการยึดเอาแต่เสียงของผู้ชนะโดยไม่ฟังเสียงที่แตกต่าง จะไม่สามารถผลักดันอะไรได้ง่ายๆ หรือแม้จะผลักดันไปได้ แต่ระหว่างทางก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติอิรุงตุงนัง

"บ้านเมืองไม่ได้มีแค่ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล คนที่เสียชีวิตเพราะความขัดแย้งทางการเมืองก็ไม่ได้มีเฉพาะคนสีเสื้อ แต่คนไม่มีสีก็ต้องสูญเสียด้วย ฉะนั้นสังคมจึงกำลังเฝ้ามองวุฒิภาวะของคนในแวดวงการเมืองว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ซับซ้อนนอกสภาได้หรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาบางอย่างอาจจะแก้ด้วยเสียงข้างมาก แต่บางอย่างแก้ไม่ได้ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นบาดแผลลึก มีความรุนแรง และมีคนสูญเสีย ฉะนั้นฝ่ายการเมืองอย่ามาทำแค่เฉพาะหน้าเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน"

เขากล่าวต่อว่า การปรองดองข้างเดียวโดยคำจำกัดความก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปรองดองต้องมีหลายข้าง แล้วสร้างความมั่นใจเชื่อใจระหว่างกัน ทั้งนี้การพูดคุยกันเพื่อช่วยเหลือคนที่อยู่ในคุกทั้งๆ ที่ไม่ควรอยู่ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่การช่วยแบบเหมาเข่งหรือเหมาหมดเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

สุริชัย กล่าวด้วยว่า แม้วันนี้หรือวันต่อๆ ไปจะยังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่คำถามคือคนในสังคมไทยมีความไว้วางใจกันหรือไม่ เพราะสิ่งสำคัญที่ชาติจะเดินหน้าต่อไปคือต้องสร้างความไว้วางใจต่ออนาคตร่วมกัน ถ้าไม่ช่วยกันสร้างก็จะเท่ากับเป็นการบั่นทอนอนาคตไปโดยปริยาย