วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ฝ่ายการเมืองพิจารณาก.ม.นิรโทษไม่ใช้รุนแรง

"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจประชาชน แนะฝ่ายการเมืองพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วยความสงบ และไม่ใช้ความรุนแรง

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องท่าทีของฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่ และผู้ชุมนุม ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ท่าทีของฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่ และผู้ชุมนุม ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,328 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 - 6 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากหรือร้อยละ 93.3 ติดตามข่าวการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้ และร้อยละ 6.7 ไม่ได้ติดตาม

เมื่อสอบถามถึงท่าทีของฝ่ายการเมืองต่อสถานการณ์ความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในครั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.3 ระบุว่าฝ่ายการเมืองควรตอบโต้ด้วยความสงบ เจรจาด้วยเหตุผล และไม่ใช้ความรุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 5.7 ระบุว่าควรใช้กำลัง ความรุนแรงหากเกิดความวุ่นวาย

ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 10.3 ระบุว่าควรใช้กำลัง ความรุนแรงในการชุมนุมและเคลื่อนไหวหากไม่เป็นไปตามสิ่งที่เรียกร้อง ในขณะที่ร้อยละ 89.7 คิดว่าผู้ชุมนุมควรชุมนุมและเคลื่อนไหวด้วยความสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของท่าทีของเจ้าหน้าที่ในการควบคุม ดูแลความสงบ เรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุม พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.6 ระบุว่าควรควบคุม ดูแลด้วยความสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 2.4 ระบุว่าควรใช้กำลัง ความรุนแรงหากเกิดความวุ่นวาย

นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวว่า ประชาชนเรียกร้องความสงบสุข และการพูดคุยกันอย่างมีเหตุและผล อยู่บนครรลองครองธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ จากทั้งฝ่ายการเมือง เจ้าหน้าที่ และกลุ่มผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ความสั่นคลอนและความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลยังไม่น่ากลัวเท่ากับความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในหมู่ประชาชนที่ยากจะควบคุมได้เพราะจะกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ยิ่งไปกว่านั้น ต้องระลึกถึงอยู่เสมอว่า “การเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยมี “หน้าที่” ลดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนไม่ใช่ยั่วยุหรือกระตุ้นเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งเสียเอง

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 51.2 เป็นหญิง ร้อยละ 49.8 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.1 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 17.6 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 23.1 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 23.2 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 32.0 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.5 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 32.9 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 3.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 31.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 23.0 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 7.1 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 9.3 เป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 17.8 รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป ร้อยละ 7.5 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 4.1 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ