ธปท.รับห่วงสถานการณ์การเมือง กระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ-ลงทุน ชี้การเมืองเป็น"อุปสรรค" โบรกฯเผยปรับรับข่าวการเมือง'เกินเหตุ'ร่วงกว่า100จุด
การผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ได้สร้างความวิตกกังวลให้กับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะเกรงว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้น่าเป็นห่วง แต่หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและการลงทุนไม่ได้มากนัก แต่หากยืดเยื้อ ก็คงมีผลกระทบ
"การเมืองเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่คนเฝ้าติดตามว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งผมไม่ได้มีข้อมูลมากกว่าคนอื่น ก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะดูประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะยังมีโจทย์อื่นๆ ที่เราต้องทำอีกมาก ไม่ควรมาสร้างอุปสรรคกันเอง"นายประสารกล่าว
นายประสาร กล่าวว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ภายในประเทศ โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมือง แต่เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งหากติดตามสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในขณะนี้ถือว่าสมดุล และตลาดเงินก็ไม่ได้มองว่าไทยมีจุดเปราะบาง
"ทิศทางค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศ เพราะเวลานี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แม้เศรษฐกิจประเทศหลักจะฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่การฟื้นตัวยังไม่เข้มแข็งนัก ขณะที่ในประเทศก็มีปัจจัยการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินบาทได้เช่นกัน"
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ (5 ส.ค.) ปิดที่ 31.33-31.35 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากปัจจัยการเมืองในประเทศ
นักบริหารเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 31.33-31.35 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากช่วงเช้าซึ่งเปิดตลาดที่ระดับ 31.30-31.32 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดเริ่มมีความกังวลสถานการณ์ทางการเมือง
"คาดว่าวันนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.30-31.35 บาท/ดอลลาร์"
นายประสาร กล่าวว่านอกจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ยังมีความไม่แน่นอนในหลายด้าน ซึ่งธปท.พยายามส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น และธปท.พยายามรองรับความผันผวน แต่สามารถรองรับได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
"สิ่งที่เราพยายามเตรียมการณ์ไว้รองรับ เช่น ด้านระหว่างประเทศ ก็พยายามดูงบดุลระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดุลชำระเงิน เงินทุนสำรองฯ นโยบายดอกเบี้ย นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนเคลื่อนย้าย เราก็ต้องพยายามทำให้แข็งแกร่งรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ" นายประสารกล่าว
กกร.ห่วงชุมนุมการเมืองกระทบธุรกิจ
วานนี้ (5 ส.ค.) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการประชุมเช่นกัน โดยมีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าภาคเอกชนว่าจะกระทบกับธุรกิจ โดยขณะนี้ยังหาทางออกทางการเมืองไม่ได้ แต่ต้องการให้เกิดการชุมนุมอย่างสงบและชุมนุมตามอยู่ในกรอบประชาธิปไตยและไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า กกร.ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาการค้าและการลงทุนของไทยที่มีศักยภาพในการพัฒนาได้อีกมาก ซึ่งต้องการให้สถานการณ์การเมืองใช้เหตุผลและไม่ควรให้พัฒนาประเทศหยุดชะงัก รวมทั้งคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ความกังวลทางการเมือง สอดคล้องกับผลการสำรวจของภาคเอกชนหลายสถาบันมีความกังวลผลกระทบการเมืองต่อธุรกิจ โดยผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.มีความกังวลปัจจัยทางการเมืองมากขึ้นมาตั้งแต่เดือน เม.ย.2556 และสอดคล้องกับผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่ต้องการเห็นความสงบทางการเมืองของไทย
เช่นเดียวกับ นายชาติศิริ โสภนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย หวังว่าการชุมนุมเกิดขึ้นแล้ว เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ โดยสังคมจะต้องมีเสถียรภาพและการชุมนุมจะต้องไม่กระทบกับภาคธุรกิจ ซึ่งขณะนี้เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และเชื่อว่าการปล่อยสินเชื่อยังเป็นไปตามเป้าหมายที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งตั้งเป้าไว้ ซึ่งคงมองปัจจัยทางการเมืองไว้แล้ว
นายชาติศิริ กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ที่จะขยายตัว 4.0-4.5 % เป็นอัตราการขยายตัวค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และสถานการณ์เช่นนี้สมาคมธนาคารไทยยังเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
หุ้นตื่นฉุดวอลุ่มต่ำรอบ8เดือน
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากมีการประกาศชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลให้นักลงทุนไม่มีความมั่นใจในเหตุการณ์การเมืองในระยะต่อไป
การเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหลักทรัพย์วานนี้มีความผันผวน โดยช่วงเช้าปรับตัวลดลง และช่วงบ่ายกระเตื้องขึ้นมาได้ แต่มูลค่าการซื้อขายลดลงเมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมา
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดที่ 1,424.31 จุด เพิ่มขึ้น 3.37 จุด หรือ 0.24 % มูลค่าการซื้อขาย 20,881.32 .ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่านับจากการสถานการณ์การเมืองเริ่มร้อนแรง หรือตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งวิปรัฐบาลระบุจะนำพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่ที่ประชุมสภาในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไปแล้ว 110 จุด จากระดับ 1,513 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,403-1,406 จุด ซึ่งยอมรับตลาดหุ้นปรับลดลงแรงเกินไป เพราะนักลงทุนกังวลปัญหาการเมืองเกินเหตุ
"ขณะนี้นักลงทุนกลัวการเมืองมากเกินเหตุ มองไปถึงขั้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือยุบสภา ทำให้ดัชนีลดลงตอบรับกรณีร้ายแรงที่สุดไปแล้ว ทั้งๆ ที่การยุบสภามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย หากการเมืองไม่มีความรุนแรง หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แนวโน้มขาลงหรือดาวน์ไซด์มีจำกัด ดัชนีหุ้นไทยไม่น่าจะปรับลดลงต่ำกว่า 1,400 จุด"
แนะหลีกเลี่ยงเก็งกำไรระยะสั้น
นายเทิดศักดิ์กล่าวว่าในช่วงที่ยังมีประเด็นทางการเมืองอยู่ ดัชนียังคงผันผวนอยู่ในกรอบ 1,400-1,450 จุด หากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะปรับขึ้นได้ และมีโอกาสแตะระดับ 1,570 จุดช่วงปลายปี ดังนั้นหากดัชนีปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 1,400 จุด เป็นจุดที่ควรเริ่มซื้อสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว แต่ให้หลีกเลี่ยงเก็งกำไรระยะสั้น เพราะแนวโน้มที่จะลงทุนให้ถูกรอบยากมาก โดยแนะนำให้ซื้อหุ้น 40% ของพอร์ตการลงทุน และเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีผลตอบแทนเงินปันผล
"ช่วงที่หุ้นผันผวน นักลงทุนต้องปรับทิศทางการลงทุนให้เหมาะสม ซึ่งดัชนีที่ 1,400 จุด ทำให้พีอีตลาดลดลงมาอยู่ที่ 13.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายในระดับพีอีที่ 14-15 เท่า จึงน่าซื้อสะสม แต่เลือกการลงทุนระยะยาว หุ้นที่มีผลตอบแทนเงินปันผล 5-6%"
ชี้ชัดหุ้นร่วงเพราะการเมือง
ด้านบทวิเคราะห์ เอเซียพลัส ระบุว่าวานนี้วอลุ่มการซื้อขายที่เบาบาง ครึ่งวันเพียง 8.8 พันล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน บ่งบอกว่าคนในตลาดไม่มั่นใจและกลัวการเมืองแบบสุดขีด สภาวะปัจจุบันตลาดหุ้น ไทย ถูกปกคลุมด้วยเรื่องการเมืองล้วนๆ นับจากวันที่ 24 ก.ค. ตลาดหุ้นปรับลดลง 110 จุด หรือ ลดลง 6.2% ลงมากที่สุดในภูมิภาค โดยเทียบช่วงเดียวกัน
ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ลง 3.1% ญี่ปุ่นลง 2.9% อินโดนีเซียลดลง 2.7% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯบวก 1% สะท้อนภาพชัดเจนว่าหุ้นไทยลงเพราะการเมือง
แม้ว่าเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา การชุมนุมทางการเมืองจะมีคนเข้าร่วมไม่มากอย่างที่ประเมินกันในตอนแรก แต่ตลาดก็ยังไม่ยอมตอบรับในเชิงบวก ดัชนีแกว่งตัวในแดนลบ ประเมินว่าตลาดจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ และอาจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการเริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวันที่ 7-14 ส.ค.
ร้อนทองเยาวราชพร้อมปิด
ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มตึงเครียดขึ้น บรรดาร้านซื้อขายทองคำแท่งย่านเยาวราช ยังไม่ได้รับผลกระทบ หากการเมืองรุนแรงเกิดขึ้น ร้านค้าทองคำในย่านการชุมนุม พร้อมปิดทำการทันที เหมือนกับทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมือง
"ที่ผ่านมามีประเด็นชุมนุมทางการเมือง มองว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายทองคำย่านเยาวราช เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศและมาตรการคิวอีมากว่า แต่ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองช่วงนี้จริง เมื่อดูจากปีก่อนหน้านี้ที่เคยเกิดเหตุการณ์ ส่วนใหญ่ร้านทองต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นทางผ่านของกลุ่มชุมนุมก็จะปิดร้าน" นายจิตติ กล่าว
ด้านนายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ บริษัทเอ็มทีเอส แม่ทองสุก กล่าวว่าประเด็นการชุมนุมทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำทางอ้อม โดยค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงมาส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศขยับตัวขึ้นได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตามปัจจัยทางการเมืองไม่ได้มีผลกระทบต่อกำลังซื้อขายนักลงทุนที่นิยมซื้อขายทองคำแต่การที่กำลังซื้อชะลอตัวในตอนนี้เกิดจากราคาทองคำมีแนวโน้มขาลง ทำให้ไม่ต้องการเข้ามาลงทุน
"หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความรุนแรง บริษัทได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งระบบสำรองซื้อขายทองคำ และโกลด์ ฟิวเจอร์ส แม้กระทั่งระบบไฟฟ้าสำรอง หากเกิดเหตุการไฟฟ้าดับ ก็ควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด"นายกฤชรัตน์กล่าว





