ศอ.รส.คาดม็อบไล่รัฐบาลสูงสุด7หมื่น พท.ผวาชุมนุมยาว ด้านนายกฯเสนอเปิดเวทีเจรจาสัปดาห์หน้าดึงทุกสี ทุกกลุ่ม พรรคการเมือง
รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง เดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล นำโดย กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ที่นัดรวมตัวกันในวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค. นี้ เพื่อแสดงพลังคัดค้านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 ถึงช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2552-2554
ที่ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) พร้อมด้วยนายตำรวจระดับสูง และ นายมนัสวี ศรีโสดาพล อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 เอ็นบีที เพื่อออกประกาศคำสั่ง ศอ.รส. 3 ฉบับ รองรับการชุมนุม
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า แนวโน้มการชุมนุมน่าจะมีเหตุการณ์ที่นำไปสู่การยกระดับได้ จากข้อมูลทางการข่าวหลายฝ่ายมีการประเมินว่า จะมีผู้มาร่วมชุมนุมอย่างต่ำประมาณ 4 พันคน และสามารถเติมเข้ามาได้เรื่อยๆ ยกระดับเป็น 1-7 หมื่นคนได้
ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมอาจเปลี่ยนยุทธวิธีชุมนุมแบบดาวกระจายตามจังหวัดต่างๆ นั้น ผบ.ตร. บอกว่า ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ดูแลแล้วและเบื้องต้นจะใช้กำลังตำรวจหน่วยเดียวก่อน แต่ในแผนของ ศอ.รส.ยังมีแผนการใช้กำลังของหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่เตรียมพร้อมอยู่ด้วย และเข้ามาเสริมได้ตามแต่จำเป็น
ขณะที่ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร.ซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง กล่าวว่า การวางกำลังจะใช้เครื่องแบบปกติ มีการจัดรูปขบวนและการวางกำลังพร้อมอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน การเคลื่อนไหวกดดัน คลื่นเสียง แก๊สน้ำตา ปะทะบังคับร่างกาย ฉีดน้ำ กระสุนยาง และสุดท้ายคืออาวุธปืนเฉพาะบุคคล แต่ได้ตัดขั้นตอนการใช้อาวุธปืนเฉพาะบุคคลออกไป ส่วนการจะวินิจฉัยว่าจะใช้ลำดับอุปกรณ์ใดก่อน จะขึ้นอยู่กับผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งจะมีการมอบหมายนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ (ผบช.) หรือรอง ผบช.ลงไปควบคุมตำรวจควบคุมฝูงชนด้วยตนเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว ได้นำอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่เตรียมไว้รับมือกลุ่มผู้ชุมนุมมาตั้งแสดงด้วย ได้แก่ โล่ กระบอง แก๊สน้ำตาชนิดยิงด้วยปืนทำให้เกิดควัน และชนิดขว้างเป็นผงแป้งฟุ้งกระจาย เครื่องยิงแห ปืนและกระสุนยาง หน้ากากกันแก๊สน้ำตา อุปกรณ์ป้องกันทั้งสนับมือ และสนับเข่า
ปิดถนน-ห้ามใช้ยานพาหนะ 12 สาย
ในส่วนของประกาศคำสั่งปฏิบัติการ ศอ.รส. 3 ฉบับ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1/2556 ห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่อาคารทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา รวมถึงห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ 12 เส้นทางโดยรอบ ได้แก่
ถนนนครราชสีมา ตั้งแต่แยกสวนรื่นฤดี ถึงแยกประชาเกษม, ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกวังแดงถึงแยกพาณิชย์, ถนนอู่ทองใน ตั้งแต่แยกอู่ทองในถึงลานพระราชวังดุสิต, ถนนลิขิต, ถนนพระราม 5 ตั้งแต่สะพานอรทัยถึงแยกสุโขทัย, ถนนสุโขทัย ตั้งแต่แยกสวนรื่นฤดีถึงแยกสุโขทัย, ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือนถึงแยกราชวิถี, ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยกพระบรมรูปถึงแยก จปร., ถนนลูกหลวง ตั้งแต่สะพานวิศสุกรรมนฤมาณถึงสะพานเทวกรรมรังรักษ์, ถนนพิชัย ตั้งแต่แยกขัตติยานีถึงถนนราชวิถี, ถนนนครปฐม, ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกประชาเกษมถึงแยกเทวกรรมรังรักษ์
ประกาศคำสั่งปฏิบัติการ ศอ.รส.ฉบับที่ 2/2556 และฉบับที่ 3/2556 ระบุถึงการห้ามใช้เส้น 12 เส้นทางดังกล่าว และห้ามพกเครื่องกระสุนปืน สิ่งเทียมอาวุธ วัตถุระเบิด รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปในเส้นทางตามที่ประกาศห้าม รวมถึงห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน
เตือนม็อบอยู่ห่างพื้นที่หวงห้าม400เมตร
ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. ได้อธิบายประกาศของ ศอ.รส.เพิ่มเติม ว่า ได้กำหนดพื้นที่ไว้ 3 ระดับ คือ 1.พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง โรงพยาบาลศิริราช เขตพระราชฐาน ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และพื้นที่สัญลักษณ์ สถานที่สำคัญในเขตที่ประกาศพื้นที่
2.พื้นที่หวงห้าม ได้แก่ เส้นทางและพื้นที่เชื่อมต่อกับพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด และ 3.พื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ พื้นที่ส่วนที่เหลือ ซึ่งต้องห่างจากพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาดและพื้นที่หวงห้ามระยะ 400 เมตร รวมทั้งให้อยู่ห่างจากพื้นที่เฝ้าระวังระยะ 50-100 เมตร หากผู้ใดฝ่าฝืนรุกล้ำเข้าไปมีโทษจำคุก 1 ปีปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กอ.รมน.ยันยังไม่พบสัญญาณผิดปกติ
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า บทบาทของ กอ.รมน.จะเน้นประเมินสถานการณ์รายวัน โดยเบื้องต้นยังไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติ สำหรับเจ้าหน้าที่จะต้องมีการจำกัดเส้นทางเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเผชิญหน้ากัน พร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องการจราจรให้ประชาชนทั่วไป
ส่วนกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีแผนจับตัวนายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภานั้น พ.อ.บรรพต กล่าวว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
"ประชา"แย้มมีแผนรับมือ"ดาวกระจาย"
ด้านความเห็นของฝ่ายการเมือง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าวถึงการประสานกับแกนนำมวลชนที่จะมาร่วมชุมนุมว่า ในทางลึกได้มีการประสานกันอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มมวลชนที่จะมาจากทางภาคใต้นั้น ทางการข่าวประเมินมาให้ทราบตลอด และรัฐบาลได้ติดตามตลอด นอกจากนั้นยังมีการประเมินว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนย้ายไปที่ใดบ้าง จึงได้ประกาศพื้นที่ที่ปรากฏปัญหาความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รวม 3 เขตในกรุงเทพมหานคร (กทม.)
นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้มีโครงการ "อาสาสมัครพิทักษ์มวลชนภาคสนาม" เป็นอาสาสมัครประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับม็อบ แต่จะเข้าไปอยู่และสังเกตการณ์ว่ามีบุคคลใดเสี้ยมหรือนำพายุยงให้ม็อบใช้ความรุนแรงหรือกล่าวใส่ร้ายพาดพิงสถาบันหรือไม่ นอกจากนี้อาสาสมัครจะเข้าไปเก็บข้อมูล หากพบว่าผู้ชุมนุมพกอาวุธเตรียมการเข้าป่วนสถานการณ์ให้เกิดวิกฤติ ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ ขณะนี้มีผู้แจ้งประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 400 คน
ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันที่ 4 ส.ค. น่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมเกิน 1 หมื่นคนขึ้นไป เพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคคอยสนับสนุนมวลชนให้ โดยจะมีการยกระดับการชุมนุมไปเรื่อยๆ และจะชุมนุมยืดเยื้ออยู่ให้นานที่สุด อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดเหตุรุนแรงและเกิดการปะทะกันของมวลชนเพื่อให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร หรือกดดันให้องค์กรอิสระเร่งตัดสินคดีสำคัญๆ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา
ดังนั้น ในวันที่ 4 ส.ค.เป้าหมายน่าจะอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ส่วนวันอื่นๆ จะมีการดาวกระจายไปยังสถานที่ราชการสำคัญๆ หลายแห่ง





