วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาเกษตรกรฯชู'การเมือง' เครื่องมือแก้รากหญ้า

สภาเกษตรกรฯชู"การเมือง" "ประพัฒน์"ลั่น"สภาเกษตรกรฯไม่ใช่เครื่องมือของฝ่ายการเมือง แต่จะใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ"

นโยบายของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรส่วนใหญ่จะไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายเหล่านั้นขาดการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ส่งผลให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งเรื่องหนี้สิน ที่ดินทำกิน ผลผลิตล้นตลาด จึงเกิดการเรียกร้องให้จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า กว่า 30 ปีที่เกษตรกรเรียกร้องให้จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ จนในปี 2553 รัฐบาลได้เห็นชอบและเสนอจัดตั้งตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดให้รัฐคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิต การตลาด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกร เพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรร่วมกัน

สำหรับการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรนั้น รัฐบาลต้องสนับสนุนสิทธิการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรกร การรวมตัวกันเพื่อกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยสภาเกษตรกรมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆของรัฐนำไปปฏิบัติในการพัฒนาเกษตรกรรมต่อไป

ทั้งนี้ การทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำแผนเพื่อพัฒนาภาคเกษตรกรรมนั้น กระบวนการจัดทำต้องเริ่มจากล่างสู่บน โดยเริ่มจากการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับจังหวัดโดยสภาเกษตรกรจังหวัดก่อน หลังจากนั้นต้องนำมาบูรณาการเพื่อพัฒนาเป็นแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นแผนพัฒนาเกษตรกรรมของไทยโดยสภาเกษตรกรแห่งชาติ

"ภาพของเกษตรกรไทยหลังจากนี้ไป จะเป็นการร่วมกันคิด ร่วมจัดทำเพื่อกำหนดทิศทางของอาชีพเกษตรกรรมด้วยตนเอง จากระดับรากหญ้าขึ้นสู่ระดับชาติ ไทยจะมีแผนพัฒนาเกษตรกรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนต้องปรับตัวปรับภารกิจให้สอดคล้องกับความเห็นของเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

อย่างไรก็ตาม แม้การเรียกร้องให้จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติใช้ระยะเวลายาวนานกว่า 30ปี แต่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของเกษตรกร จึงต้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้รู้ถึงหน้าที่และกระบวนการในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาภาคเกษตร และแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับจังหวัด รวมทั้งจัดทำแนวทางและการพัฒนาความรู้ต่างๆในการดำเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติให้สอดคล้องกับบทบาทอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯได้เริ่มดำเนินการอบรมชี้แจงเกษตรกรตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงเดือนมิ.ย.2556 และมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 1,920 คน โดยภาคเหนือจัดที่จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก ภาคกลางจัดที่จังหวัดจันทบุรีและนครนายก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดที่จังหวัดขอนแก่นและบุรีรัมย์ และภาคใต้จัดที่จังหวัดสงขลาและสุราษฎร์ธานี ซึ่งสภาเกษตรกรฯหวังว่าการอบรมดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการถ่ายทอดต่อๆกันระหว่างเกษตรกร และเกิดการรวบรวมปัญหาเพื่อร่างเป็นแผนพัฒนาภาคเกษตรกรให้เหมาะสมต่อไป

สำหรับการดำเนินการของสภาเกษตรกรฯจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์ ปี 2556-2559 ซึ่งมี 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสภาเกษตรกรฯ และองค์กรเกษตรกร ประกอบด้วยการสร้างเครือข่ายสภาเกษตรกร การพัฒนาบุคลากรและระบบงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัด สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรและพัฒนาภาคเกษตรกรรม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรเกษตรกร

2.การจัดทำฐานข้อมูลด้านการเกษตรเพื่อประกอบการตัดสินใจ ประกอบด้วยการจัดทำฐานข้อมูลระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อประกอบการตัดสินใจ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรสู่เกษตรกร และประชาสัมพันธ์ผลงานสภาเกษตรกรฯสู่ประชาชน 3.บูรณาการจัดทำแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมระดับชาติจากล่างสู่บน ประกอบด้วย การจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ ขึ้นมาสู่ระดับจังหวัด การบูรณาการแผนพัฒนาเกษตรกรรมของจังหวัด กลุ่มจังหวัดและภาค เป็นแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมระดับชาติ การติดตามประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการตามแผนแม่บท

และ 4.การสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม ประกอบด้วย การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำตามความต้องการของตลาด การสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากผลผลิต การสร้างการเรียนรู้และพัฒนาการเกษตรของเกษตรกรที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสถานการณ์โลก รวมทั้งสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของเกษตรกร

"สภาเกษตรกรฯจะไม่ใช่เครื่องมือของฝ่ายการเมือง แต่จะใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เรื่องแรกที่เรียกร้องจนประสบผลสำเร็จคือการทบทวนการกำหนดราคาข้าวในโครงการรับจำนำให้เป็นตันละ 15,000 บาทเช่นเดิม"

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น สภาเกษตรกรฯจะใช้วิธีหารือกับเกษตรกรผ่านตัวแทนระดับจังหวัดเป็นอันดับแรก เพื่อรับทราบปัญหาทางตรง และนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาหารือกับรัฐบาลต่อไป ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด