"สงกรานต์"แฉ'เณรคำ'หมิ่นเบื้องสูง อ้างบริจาค1แสนถึง30ล้านได้เครื่องราชฯ
นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ทางเฟสบุ๊ค พร้อมด้วย พระธีรธนัชณฤทธา เสาวภาคโชติรส อายุ 46 ปี ประธานสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตี ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา พร้อมพระสงฆ์ 40 รูป เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. และ พ.ต.ท.เอกพงษ์ พลมณี รอง ผกก.3 บก.ป. เพื่อมอบหลักฐานเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน ในการดำเนินคดีกับ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ
นายสงกรานต์ กล่าวว่า ได้นำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้พุทธศาสนิกชนมาร่วมทำบุญมามอบให้พนักงานสอบสวน บก.ป. ซึ่งในเอกสารมีการระบุชื่อชัดเจนว่า วัดป่าขันติธรรม ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่ายังไม่ได้ขออนุญาตจดทะเบียนเป็นวัด รวมทั้งการใช้ชื่อมูลนิธิส่งเสริมคุณธรรม เปิดรับบริจาคจากพุทธศาสนิกชน นอกจากนี้ ยังพบเอกสารแผ่นพับที่เปิดรับบริจาคเงินร่วมสร้างตึกสงฆ์อาพาธ และผู้ป่วยในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด เมื่อปี 2554 ซึ่งมีการระบุถึงยอดเงินบริจาคตั้งแต่ 100,000-30,000,000 บาทขึ้นไป จะมีการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่างๆ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยส่วนการจัดสร้าง“เทวดารุ่นเณรคำ”ราคาเช่าองค์ละ 10,000 บาท จัดสร้างทั้งหมด 10,000 องค์ มีลายเซ็นของหลวงปู่เณรคำ โดยมีเอกสารใบประกาศและใบจอง รวมทั้งมีการออกใบเสร็จรับเงิน และใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดป่าขันติธรรม โดยตนจะตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่างๆ เหล่านี้ต่อไป และเตรียมจะประสานผู้ที่เคยบริจาคเงินรายใหญ่ให้กับหลวงปู่เณรคำให้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า
"มีผู้เสียหายรายใหญ่ที่ติดต่อผ่านมาที่ผม และนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาให้นั้น ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า เหตุที่หลงเชื่อหลวงปู่เณรคำ เพราะเข้าใจว่าวัดป่าขันติธรรม ได้จดทะเบียนเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และได้บริจาคเงินโดยสุจริตใจ แต่กลับมาทราบภายหลังว่าทางหลวงปู่เณรคำ ไม่ได้นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ในการสร้างพระแก้วมรกต เพียงอย่างเดียว โดยชั้นล่างมีการสร้างห้องทำงานตรงบริเวณฐานชุกชี เหมือนเป็นอาคารที่มีองค์พระครอบอยู่" นายสงกรานต์ กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า อยากฝากให้ผู้เสียหายที่เคยถูกหลวงปู่เณรคำ หลอกลวง หรือเคยบริจาคเงินให้กับสำนักสงฆ์ขันติธรรม เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานในการพิจารณาออกหมายจับหลวงปู่เณรคำ ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดอื่น ซึ่งข้อมูลและผู้แจ้งนั้น จะปกปิดเป็นความลับ ส่วนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษนั้น เท่าที่ทราบเป็นเพียงกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ในส่วนอื่นๆ ยังไม่มีการพิจารณา อย่างไรก็ตาม หากดีเอสไอจะรับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการเองทั้งหมด ทางพนักงานสอบสวนก็พร้อมให้ความร่วมมือโอนสำนวนคดีไปให้
พ.ต.ท.เอกพงษ์ กล่าวว่า กำลังตรวจสอบกรณีที่พบพลอยจากการเข้าตรวจค้นบ้านพักที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายที่เป็นผู้ค้าพลอยจากทางภาคเหนือ 3-4 ราย ที่ทราบข่าวติดต่อประสานงานกับตำรวจแล้วว่าพลอยที่ขายให้กับคนใกล้ชิดของหลวงปู่เณรคำไปนั้น ยังไม่ได้รับเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท โดยส่วนนี้ได้มอบหมายพนักงานสอบสวนไปรับพลอยทั้งหมดกลับมาที่ บก.ป. เพื่อตรวจสอบว่าเป็นของใครบ้าง





