"วราเทพ"สั่งเข้มการขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องไม่มีส่วนเกิน ขู่อาจลดราคาหรือยกเลิกโครงการรับจำนำหากเกิดปัญหาขึ้นอีก
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายให้กับหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯตามที่ได้รับการมอบหมายให้ดูแล ประกอบด้วยกรมการข้าง กรมส่งเสริมการเกษตรและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ว่า การทำงานในกระทรวงเกษตรฯนี้ต้องการเข้าดูแลด้านนโยบายการรับจำนำข้าวโดยตรง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายการบริหารงานโครงการ จากที่เป็นโครงการที่มีปัญหาด้านทุจริตและขาดทุนนั้น จึงเป็นโอกาสที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยเป็นประโยชน์กับเกษตรกรอย่างที่สุด
ทั้งนี้ การรับจำนำข้าวมีจุดเริ่มต้นจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรมส่งเสริมการเกษตร จึงอยากให้มีความโปร่งใสในการดำเนินการ ที่ผ่านมาในส่วนของเกษตรกรอาจมีการแจ้งสิทธิ์เกินในขณะที่เจ้าหน้าอาจมีความหละหลวมอย่างไม่ตั้งใจ เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ปล่อยไป แต่เนื่องจากการแจ้งสิทธิ์ของเกษตรกรมีจำนวนมาก ความหละหลวมเล็กน้อยดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วจึงมีปริมาณข้าวเกินความเป็นจริงไปมาก และกระทบถึงการค่าใช้จ่ายในโครงการด้วย
ดังนั้นการขึ้นทะเบียนเกษตรกรตั้งแต่ปัจจุบัน และครั้งต่อไป จะต้องมีความเข้มงวดด้านการประชาคมอย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่ยอมเหนื่อยกันมากขึ้นจะส่งผลให้การดูแลโครงการรับจำนำในฤดูกาลหน้าทำได้ง่ายกว่านี้ โดยเป้าหมายของการรับขึ้นทะเบียนการทำนา55/ 56 รอบที่2 ไว้ที่ กว่า 2 แสนราย ผลผลิต 2.9 ล้านตัน จะแล้วเสร็จในเขตภาคกลาง - อีสาน ในวันที่ 15 ก.ย. นี้ และภาคใต้ วันที่ 30 พ.ย. นี้ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องมีตัวเลขที่ชัดเจน โดยจากการายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรคาดว่าจะมีข้าวเข้าสู่โครงการรวมทั้งสิ้น 3.2 ล้านตัน เมื่อรวมกับข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ 5 ล้านตัน จะทำให้ผลผลิตเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7 ล้านตัน แต่ต้องรอผลผลิตที่แท้จริงก่อนเพราะโดยทั่วไปตัวเลขผลผลิตจริงจะไม่สูงกว่าที่รายงานเอาไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่าไม่ควรแจ้งสิทธิ์เกิน เพราะต่อไปจะไม่มีการยืดหยุ่นให้มีปริมาณข้าวเพิ่มขึ้นอีก 20 % เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
"โครงการรับจำนำที่มีปัญหาส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนการปฏิบัติที่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง และหลายขั้นตอนเกินไป จนทำให้เกิดช่องว่าง และมีการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ซึ่งตรงนี้จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ การที่โครงการมีปัญหาเป็นจังหวะและโอกาสของเจ้าหน้าที่จะหยิบมาใช้เป็นประโยชน์มาคุยกับเกษตรกรว่าหากไม่แจ้งตามความเป็นจริง ทุกอย่างจะส่งผลกระทบในภาพรวม รัฐบาลอาจต้องลดราคารับจำนำลง หรืออาจจะต้องยกเลิกโครงการไปเลยก็ได้เพราะการบริหารโครงการมีปัญหา สิ่งเหล่านี้เกษตรกรจะรับได้หรือไม่"นายวราเทพ กล่าว
ในส่วนของอ.ต.ก. ที่เกี่ยวข้องกับโรงสี ตามขั้นตอนจะต้องแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสารเพื่อจัดเก็บในโกดัง แต่ที่ผ่านมาพบว่าทางโรงสียังมีการจำหน่ายข้าวเปลือกจำนวนมาก จึงน่าสงสัยว่าโรงสีเหล่านี้มีความโปร่งใสหรือไม่ ในขั้นตอนปฏิบัติเหล่านี้ อ.ต.ก. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานดูแลโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ควรตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้โรงสีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กับโครงการ ทั้งหมดนี้ อ.ต.ก. จะต้องทำแผนขั้นตอนปฏิบัติ ที่สามารถวัดผลได้ ตรวจสอบได้ โดยใช้โอกาสในการดำเนินโครงการปัจจุบันที่มีข้าวเข้าโครงการไม่มากนี้เป็นตัวนำร่องจัดทำแผนดังกล่าวให้แล้วเสร็จ เพราะหลังจากนี้ไป ตนและทีมงานจะเดินสายเพื่อมอบนโยบายตามและหน่วยงานอีกครั้ง
นายวราเทพ กล่าวอีกว่า ตัวเลขที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีสินค้าเกษตรที่ระบุว่า โครงการจำนำข้าวขาดทุน 2.2 แสนล้านบาทนั้น เป็นการรวมโครงการรับจำนำข้าว 3 ฤดูกาล คือฤดูกาลผลิต 54/55 ฤดูกาลผลิต 55 และฤดูกาลผลิต 55/56 ซึ่งหากรวมการขาดทุน 2 โครงการแรกจะขาดทุนที่ 1.36 แสนล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยุติในเบื้องต้นแล้ว ขณะที่ตัวเลขขาดทุนปี 55/56 นั้นคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ยังไม่ได้รวมข้าวสารในสต็อกที่ อ.ต.ก.และองค์การคลังสินค้า(อคส.) ระบุว่ามีข้าวอีก 2 ล้านตันข้าวสารซึ่งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้ยอมรับว่า หากรวมข้าวสารอีก 2 ล้านตัน โครงการจะขาดทุนลดลง ดังนั้นตัวเลขขาดทุนที่ 2.2 แสนล้านบาทนั้นจึงไม่เป็นที่สรุป และยังไม่ได้รับรองจากหน่วยงาน ส่วนข้อมูลการขาดทุนที่แน่ชัดนั้น จะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์นี้





