"อภิสิทธิ์"ยันลดราคาจำนำข้าวแก้ปัญหาไม่ได้ เชื่อกระทบข้าวค้างสต๊อก 17 ล้านตัน ห่วงเปิดช่องโกงมากขึ้น
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาโครงการรับจำนำข้าวว่า นายกฯยังแก้ไม่ถูกจุด ซึ่งจะเป็นปัญหาทั้งทางการเมืองและบ้านเมือง ดังนั้นต้องต้องติดตามต่อไปว่า ความสูญเสียที่ไม่ถึงมือชาวนาจะลดลงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะความสูญเสียปริมาณข้าวที่รัฐบาลต้องบริหารจากการรับจำนำที่ค้างอยู่ในสต๊อคอยู่ประมาณ 17 ล้านตันนั้น ไม่น่าจะลดลงมากนัก แต่ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ เพราะในขณะนี้ก็มีความพยายามที่จะตีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ แต่ตลาดก็มองออกว่าข้าวที่กำลังจะเก็บเข้ามาใหม่นั้นมีต้นทุนต่ำกว่าเดิม 3,000 บาทก็จะกระทบกับการบริหาร อีกทั้งยังมีปัญหาตามมาด้วยว่า การที่รัฐบาลประกาศให้เริ่มต้นรับจำนำ 12,000 บาทวันที่ 1 ก.ค.นั้นแต่ในความเป็นจริงมีคำสั่งให้ชะลอการรับจำนำตั้งแต่วันที่ 20-30 มิ.ย.56ด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องมีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเกษตรกรจะได้รับผลกระทบมาก ดังนั้นการปรับลดราคาจำนำที่รัฐบาลทำอยู่เป็นเพียงการแก้ปัญหาส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น โดยอาจจะลดภาวะการขาดทุนได้บ้างแต่คนที่แบกภาระส่วนนี้กลายเป็นเกษตรกรที่ได้ประโยชน์น้อยลง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเร่งรัดแบบนี้ และอาจกลายเป็นช่องโหว่ในการทุจริต ที่สำคัญคือการปฏิบัติในพื้นที่จะเกิดความสับสนมาก และการลดราคาจำนำทำให้ชาวนาได้รับเงินลดลงอีก ซึ่งอาจจะทำให้ชาวนาไม่เข้าโครงการจำนำแต่เลือกขายให้พ่อค้ามากกว่าเนื่องจากได้เงินสดเร็วกว่าที่เอาผลผลิตไปจำนำกับรัฐบาล ตนจึงยืนยันมาตลอดว่าวิธีการที่รัฐบาลทำอยู่ไม่ได้แก้ปัญหา เนื่องจากพื้นฐานของโครงการยังไม่เปลี่ยน ไปเปลี่ยนที่ราคาจำนำที่อาจจะลดการขาดทุนหรือแรงจูงใจที่ชาวนาจะเข้าโครงการได้ แต่การบริหารโครงการยังใช้รูปแบบเดิม ทั้งที่มีปัญหาในทุกขั้นตอน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรเลิกเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อประโยชน์ในทางการเมืองเพราะพวกตนไม่มีใครเสนอให้ลดประโยชน์ที่ให้กับชาวนาแต่ต้องการให้ลดความสูญเสียในส่วนที่ไม่ถึงมือชาวนา ดังนั้นเกษตรกรต้องไปทวงถามกับรัฐบาลไม่ใช่จากคนที่ออกมาแสดงความห่วงใยกับบ้านเมือง ส่วนการแถลงข่าวของนายวิเชียร พวงลำเจียก อุปนายกสมาคมชาวนาไทย ที่ถูกตรวจสอบพบว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นผู้จองห้องแถลงข่าวที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลให้เป็นการจัดฉากของรัฐบาลที่จะสร้างภาพว่าชาวนายอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจ แต่ตนอยากบอกกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานรัฐว่าต้องพูดและยอมรับความจริง ไม่อย่างนั้นจะยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น ไม่มีประโยชน์เลยที่จะพยายามมาเล่นการเมือง ทำให้เกิดความแตกแยก ไปแก้ปัญหาที่พื้นฐานของโครงการจะดีกว่า





