วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลาโหมมั่นใจคนร้ายป่วนใต้!ไม่ลามเข้ากรุง

"กลาโหม"ควง"ทีมมั่นคง"แจงคืบหน้าดับไฟใต้ มั่นใจ"โจรใต้"ไม่ลามเข้ากทม. ยันคนร้ายใต 3 จว.ใต้ ไม่ก่อเหตุนอกพื้นที่

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกคณะกรรมการประชาสัมพันธ์การดำเนินการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ผู้แทนจาก 3 เหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังจากที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้ประชุมกำหนดแนวทางการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยพ.อ.ธนาธิป กล่าววว่า ขณะนี้เราแบ่งการทำงานเป็น 3 ด้าน คือ 1.การพัฒนา 2.การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ3.การอำนวยความยุติธรรม สำหรับจุดที่มีการก่อเหตุซ้ำซากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดเหตุร้ายซ้ำซาก โดยให้เร่งดำเนินการกำหนดแผนงานให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย โดยได้จ้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อถางหญ้า ปรับปรุงขยายถนน พร้อมทั้งติดกล้องวงจรปิดและโคมไฟส่องสว่าง

"ในพื้นที่ที่กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำแผนงานดำเนินการ เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณ ในการดำเนินการประกอบด้วย จ.นราธิวาส มี 4อำเภอ ได้แก่อ.เมือง อ.บาเจอะ อ.ระแงะ และอ.รือเสาะ จ.ยะลา 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.รามัน และอ.บังนัสตา จ.ปัตตานี 6 อำเภอได้แก่ อ.เมือง อ.ปานาเระ อ.โคกโพธิ์ อ.ยะหริ่ง อ.สายบุรี และอ.ทุ่งยางแดง โดยใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งหมด 32 กว่าล้านบาท

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดหน้ารามที่จับได้ในจ.นราธิวาสเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภาคใต้หรือไม่นั้น ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับภาคใต้ เพราะตั้งแต่เกิดปัญหาเมื่อปี 2547 การก่อเหตุไม่เคยขยายออกมานอกพื้นที่ และกทม.ไม่ใช่พื้นที่ประสงค์หลักของผู้ก่อเหต แม้กระทั่งภาคใต้ตอนบนก็ยังไม่เคยมีการก่อเหตุ ขอให้ประชาขนสบายใจได้ และจากการตรวจสอบแฟ้มประวัติของตำรวจก็ไม่พบว่า ผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด"

ด้านพ.อ.จรูญ อำภา ที่ปรึกษาสมช. กล่าวว่า สำหรับการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ในส่วนของ 5 ข้อเสนอนั้น ยืนยันว่า การดำเนินการต่างๆของรัฐบาลต้องอยู่ภายในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้ง 5 ข้อเสนออยู่นอกกรอบและเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตัวแทนฝ่ายรัฐไทยที่ไปพูดคุยจึงจำเป็นที่ต้องนำข้อเสนอดังกล่าวกลับมาหารือ ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าทางผู้นำกลุ่มบีอาร์เอ็นจะส่งรายละเอียดของ 5 ข้อเสนอมาให้กับฝ่ายรัฐไทย โดยทางคณะกรรมการจะสรุปและรวบรวม พร้อมเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อหาแนวทางการดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ในพื้นที่ยังมีการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความเชื่อมั่นในตัวของผู้นำบีอาร์เอ็นว่าจะสามารถนำพาให้เกิดความสันติสุขได้ ทั้งนี้หากข้อเสนอที่ฝ่ายไทยยื่นให้ทางบีอาร์เอ็นหยุดก่อเหตุช่วงเดือนรอมฎอน หรือศีลอดนั้น ถ้าหากยังมีการก่อเหตุ เราจะต้องทบทวนการพูดคุย และอาจจะเปิดการพูดคุยกับกลุ่มอื่นๆ เพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ยังมีอีก 7-8 กลุ่ม ทั้งนี้เราไม่ได้เน้นเฉพาะตัวบุคคล เช่นนายสะแปอิง บาซอ เพราะคิดว่าเป้าหมายของทุกกลุ่มเหมือนกัน และไม่กังวลว่าจะมีปัญหาถึงข้อเรียกร้องที่จะมีมากขึ้น

ขณะที่พ.ต.อ.อนุชา รมยะนันทน์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นการก่ออาชญากรรมพื้นฐานและสนันสนุนให้มีการกระทำผิดทางกฎหมาย ซึ่งทางสตช.ได้มีการติดตามพร้อมทั้งหาแนวทางเชิงรุกดูแลเรื่องนี้ ส่วนความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะลงไปในพื้นที่เพื่อทดแทนกำลังพลทหารนั้น ปัจจุบันกำลังพลของตำรวจมี 2กลุ่มได้แก่ 1.ตำรวจชุดปฎิบัติการพิเศษ รับผิดชอบด้านความมั่นคง จำนวน 1,662 นาย

โดยเป็นทหารพรานที่ปลดประจำการไปแล้วที่มีการฝึก 4 เดือน ปัจจุบันกำลังไปดูงานในสถานีตำรวจภูธรในอำเภอนั้นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพร้อมปฎิบัติงานในพื้นที่ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ โดยจะส่งมอบให้กับ กอ.รมน. ภาค4 ส่วนหน้า เพื่อส่งตัวไปให้ หน่วยเฉพาะกิจ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แบ่งเป็น 38 หมวด หมวดละ 1 อำเภอ 2. บุคคลภายนอก คือผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่6 โดยจะได้รับการฝึก 6 เดือน ขณะนี้ได้บรรจุตามสถานีตำรวจในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เพิ่มเติมในส่วนของพนักงานสอบสวนชั้นผู้ใหญ่ระดับสารวัตร จำนวน 137 อัตรา รวมถึงครูฝึกชุดรบพิเศษ ชุดสืบสวนพิเศษ จำนวน 1,900 คน