กลาโหมเปิดห้องแจงยิบขบวนการคนร้ายใต้ หนุนรัฐบาลเดินหน้าคุย"บีอาร์เอ็น" เสนอ 6 ข้อเจรจาเพิ่ม แนะตรวจสอบศักยภาพ
พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมคณะพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ได้เปิดห้องประชุมภายในกระทรวงกลาโหม เพื่อบรรยายพิเศษเกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับสื่อมวลชนได้รับฟัง
พล.อ.สำเร็จ ได้กล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ต้น โดยพัฒนาปรับปรุงมา 2-3 ยุค ปัจจุบันนี้เข้าสู่ระยะที่ 3 โดยจุดยืนของกลุ่มบีอาร์เอ็น คือ ต้องการแบ่งแยกดินแดนอย่างชัดเจน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศว่า จะยอมถูกแบ่งแยกหรือไม่ แต่ตนไม่ยอม และยืนยันว่าการแบ่งแยกดินแดนจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่า กองกำลังทหารของบีอาร์เอ็นที่ใช้ชื่อว่า"อาร์เคเค" ได้รับการฝึกมาอย่างดี มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ โดยกลุ่มอาร์เคเคมีความชำนาญในการก่อเหตุบนถนน เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงส่วนใหญ่ ทั้งการวางระเบิด การซุ่มโจมตี เป็นการก่อเหตุบนถนนทั้งสิ้น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้
พล.อ.สำเร็จ กล่าวว่า ส่วนภัยแทรกซ้อน เช่น การลักลอบค้าของเถื่อน น้ำมันเถื่อน และยาเสพติด ไม่ได้อยู่ในขบวนการของบีอาร์เอ็น แต่เป็นแนวร่วมโดยตรง เพราะรัฐบาลจะต้องแบ่งเงินมาดูแลพวกนี้ เรื่องความมั่นคงในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ รวมถึงสื่อมวลชนอย่าตกเป็นแนวร่วมมุมกลับโดยไม่รู้ตัว
พล.อ.สำเร็จ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะการพบปะบีอาร์เอ็น ก่อนเจรจาต่อรอง มี 6 ข้อ คือ1.ต้องดำเนินการพบปะกับกลุ่ม บีอาร์เอ็นต่อไป อย่ายกเลิก 2.ให้มีการประสานงานระหว่างไทยและมาเลเซียในระดับรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา และเพิ่มความสัมพันธ์ในระดับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะสันติบาลมาเลเซีย 3.การพบปะแต่ละครั้งต้องพัฒนาความสัมพันธ์กับตัวแทนบีอาร์เอ็น ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบบไม่เป็นทางการ 4. ต้องตรวจสอบตัวแทนบีอาร์เอ็นว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร และเป็นตัวแทนที่ถูกต้องหรือไม่ 5.สร้างกระแสให้คนในพื้นที่เห็นด้วยกับการพบปะพูดคุย 6.งานทางยุทธวิธีต้องเข็มแข็งเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ตามหมู่บ้านเชิงเขาจะใช้เป็นพื้นที่สนับสนุน และยังพบการจัดองค์กรมวลชนในรูปแบบหมู่บ้านจัดตั้งโดยตั้งเป้าไว้ 1,000 แห่ง แต่สามารถดำเนินการได้ 800 แห่ง ส่วนองค์กรสู้รบในรูปแบบ อาร์เคเค มีประมาณ 3,000 คน และแนวร่วม อาร์เคเค มีอีกกว่า 20,000 คน ใช้รูปแบบการก่อการร้าย ก่อเหตุวุ่นวายบนถนน และเป้าหมายที่อ่อนแอ รวมทั้งการปลูกฝังอุดมการณ์ต่อต้านรัฐไทย เพื่อเพิ่มแนวร่วมในพื้นที่ โดยการชักจูงเยาวชนร่วมขบวนการในรูปแบบต่าง ๆ

