กมธ.พลังงาน แนะ 8 มาตรการป้องกันไฟดับ ให้รมว.พลังงาน-หน่วยงานเกี่ยวข้อง หลังเชิญแจง ไฟฟ้าดับ 14 จังหวัดภาคใต้
นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร และนายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฏร ร่วมกันแถลงข่าว หลังจากเชิญ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานนโยบายแผนพลังงาน มาชี้แจง
นายมนตรี แถลงว่า กฟผ.ได้ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะได้มีการปลดสายส่งไฟฟ้า 500 เควี 1 เส้น เพื่อซ่อมบำรุง ประกอบกับเกิดเหตุฟ้าผ่าสายส่งขนาด 500 เควี อีก 1 เส้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ต้องใช้สายส่งขนาดเล็ก 230 เควี ส่งไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคใต้ ขณะเดียวกันเกิดความขัดข้องทำให้ไม่สามารถรับไฟฟ้า จากประเทศมาเลเซียได้ ทำให้ไฟฟ้าดับทั้งพื้นที่ 14 จังหวัด อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ กฟผ.ก็ไม่สามารถให้คำยืนยันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุดังกล่าวอีก
นายมนตรี กล่าวว่า รมว.พลังงาน ได้ชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในจ.กระบี่ และหากจะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และต้องขอความร่วมมือจากส.ส.ในพื้นที่
ด้านนายเชน กล่าวว่า กมธ.ขอเสนอแนะมาตรการป้องกันไฟดับ 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีมาตรการเพื่อป้องกันปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว 2.ควรพัฒนาสายส่งไฟฟ้าทั่วประเทศ ให้เป็นสายส่งแรงสูงขนาด 500 เควี เพราะหากสายส่งใดมีปัญหาก็สามารถจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งอื่นได้ 3.ควรส่งเสริมและพัฒนาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ เป็นต้น 4.ควรมีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมหรือไม่ในพื้นที่ใด
นายเชน กล่าวต่อว่า 5.ควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมการออกใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหา กรณีผู้มีใบอนุญาต ไม่ผลิตไฟฟ้าแต่กลับนำใบอนุญาตไปขายต่อ 6.โรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมควรพัฒนาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าที่มีให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ควรนำทรัพยากรที่ผลิตได้ในพื้นที่ เช่น น้ำมันปาล์มมาเป็นเชื้อเพลิง 7.ควรประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ และ 8.เวลาเกิดเหตุต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจน ต้องแจ้งรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา





