วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ถวิล'เบิกความย้อนเหตุรัฐบาลขอคืนพื้นที่ปี53

"ถวิล"เบิกความย้อนเหตุรัฐบาลขอคืนพื้นที่ชุมนุมเสื้อแดงปี53 "ทักษิณ"ถูกตัดสินคุก2ปีคดีที่ดินรัชดา ยึดทรัพย์4.6หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญาว่า ศาลสืบพยานโจทก์ คดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และกลุ่มผู้ค้าที่ได้รับความเสียหายรวม 42 ราย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. , นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ,นพ.เหวง โตจิราการ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย , ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป ทำให้ปรากฏต่อประชาชนด้วยวาจา เพื่อประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันชุมนุม ฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีระหว่างวันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค.53 กลุ่ม นปช. ชุมนุมกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ยุบสภา

โดยอัยการนำนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พยานโจทก์ เบิกความเป็นครั้งที่สาม สรุปว่า ช่วงที่ นปช. เรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ได้มีการเจรจากันระหว่างตัวแทนนปช.กับตัวแทนของรัฐบาล 2 ครั้งแต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากแกนนำนปช. ต้องการให้รัฐบาลยุบสภาทันที ขณะที่รัฐบาลเสนอว่าจะยุบสภาภายใน 9-10 เดือน ซึ่งแกนนำนปช.ขณะนั้นไม่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ในทันทีโดยผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยหลังการเจรจาระหว่าง นปช. กับรัฐบาลไม่ได้ข้อยุติ กลุ่มนปช.ยังชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเวทีที่แยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ตั้งแต่ เดือน มี.ค.2553 กระทั่งวันที่ 3 เม.ย.2553 ได้เคลื่อนเปิดเวทีที่สี่แยกราชประสงค์ คู่ขนานกับเวทีสะพานผ่านฟ้า ฯ ที่มีผู้ชุมนุมจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายถวิล พยานโจทก์ เบิกความด้วยว่า เชื่อการชุมนุมเดือน เม.ย.2553 เป็นการชุมนุมที่ต่อเนื่องจากปี 2552 ซึ่งหวังผลอย่างชัดเจนที่จะล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ได้ เพราะรัฐบาลที่พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุนแพ้เสียงโหวตในสภา ประกอบกับเมื่อปี 2551 พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ขณะที่วันที่ 26 ก.พ.2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทด้วย นอกจากนี้มีการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตลอดมา เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553 นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นำมวลชนคนเสื้อแดงไปปิดล้อมรัฐสภา ขณะนั้นมีการประชุมสภาอยู่ และมีการบุกเข้าไปปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่ที่ประชุมการอยู่รัฐสภาและคุกคามสมาชิกรัฐสภา เช่นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และสส. อีกหลายคน ต้องหนีออกทางด้านหลังรัฐสภา

นายถวิล เบิกความด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุมของกลุ่มนปช. คือ มีคนกลุ่มหนึ่ง ใช้อาวุธเช่น ระเบิดเอ็ม79 , ระเบิดเอ็ม67 ,ระเบิดเอ็ม26 ,อาร์พีจี และปืนเอ็ม 16 คุกคามต่อสถานที่ องค์กร และสถาบันที่อยู่ตรงข้ามกับนปช. และพรรคพลังประชาชน เช่นเหตุการณ์คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม79 เข้าไปในสำนักงานพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และรองผอ.กอ.รมน. ถึง2 ครั้ง , คนร้ายยิงจรวด อาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม การขว้างระเบิดเอ็ม67 เข้าไปที่หน้าบ้านพักนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งขณะนั้นเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และยังมีการยิงอาวุธปืนเข้าไปธ.กรุงเทพฯ หลายสาขา ซึ่งนปช.เชื่อว่าธ.กรุงเทพฯ เป็นผู้สนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่นปช.ต่อต้านในฐานะที่เป็นอำมาตย์ นอกจากนี้ยังมีการยิงระเบิดเอ็ม79 และอาวุธปืนเข้าไปในสถานที่ราชการต่าง ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงการยิงระเบิดเข้าไปในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรัฐบาลใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม.นอกสถานที่ และมีการเคลื่อนไหวของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายคุกคามต่อเป้าหมายที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนปช.

นายถวิล เบิกความอีกว่า ระหว่างการชุมนุม สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อให้สั่งนปช. ยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์ ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าการชุมนุมของนปช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะปิดเส้นทางจราจรกระทบการใช้ชีวิตปกติของประชาชน ขัดต่อความมั่นคงและเสรีภาพของประชาชน แต่ศาลได้ยกคำร้องของสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ซึ่งมีอำนาจทางกฎหมายที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว ขณะที่วันที่ 23 เม.ย.2553 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเช่นกัน เพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามไม่ให้รัฐบาลสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ แต่ศาลไม่มีคำสั่งคุ้มครอง โดยเห็นว่า รัฐบาลมีอำนาจทำได้เพราะมาตรการปิดล้อมการชุมนุมของรัฐบาลนั้นเพื่อความสงบเรียบร้อย ส่วนที่ภายหลังมีการบุกสภาที่นำโดยนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง รัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นจึงได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยมีข้อกำหนด เช่น ห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5คนขึ้นไป , ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม , ห้ามเข้าไปใช้สถานที่หรืออาคารที่กำหนด , ห้ามชุมนุมในเขตกรุงเทพและปริมณฑล บางแห่งและบางอำเภอในจังหวัดอยุธยาด้วย แต่การชุมนุมยังไม่ยุติกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทั่งวันที่ 8-9 เม.ย.2553 กลุ่มผู้ชุมนุม ได้บุกเข้าไปในสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อไม่ให้รัฐบาลตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชลแนลด้วยโดยกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถฝ่าด่านทหารที่รักษาการอยู่เข้าไปในสถานีได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารถอนกำลังออกมาโดยมีทหารบาดเจ็บหลายนาย

ต่อมาวันที่ 10 เม.ย.2553 รัฐบาลจึงออกมาตรการขอคืนพื้นที่ บริเวณราชดำเนินเพื่อจะเปิดเส้นทางการจราจร สะพานพระปิ่นเกล้าและสะพานพระรามแปดให้ใช้สัญจรได้ เนื่องจากได้รับร้องเรียนจากประชาชน อีกทั้งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะนปช.ใช้พื้นที่จำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ร่วมชุมนุม ซึ่งการดำเนินการได้ใช้กำลังทหารเป็นหลักในการผลักดัน โดยได้รับรายงานจากหน่วยปฏิบัติการ มายัง ศอฉ.ว่า การผลักดันเริ่มตั้งแต่ ช่วงสายของวันที่ 10 เม.ย.โดยเคลียร์พื้นที่และผลักดันผู้ชุมนุม บริเวรแยกมิสกวัน ไปแยกกองทัพบก แต่ถูกต่อต้านซึ่งกลุ่มนปช. มาปิดล้อมที่กองทัพบก โดยนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ เจ้าหน้าที่จึงใช้แก๊สน้ำตา ,รถฉีดน้ำ , เกราะ , โล่ และกระบอง เป็นเครื่องมือ ซึ่งภายหลังทราบว่า มีประชาชนถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิต1 คนที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ที่อยู่ใกล้กันกับจุดที่มีการผลักดัน ส่วนการผลักดันนั้นไม่สำเร็จต่อมารัฐบาลจึงประกาศยกเลิกเนื่องจากเห็นว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นก็ได้มีการผลักดันขอคืนพื้นที่ ถนนราชดำเนิน ด้วยแต่ก็มีการต่อต้านจากกลุ่มผู้ใช้อาวุธ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมีทหารเสียชีวิต 5 นายและบาดเจ็บประมาณ 300 คน ส่วนผู้ชุมนุมเสียชีวิต 21 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การสืบพยานวันนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. และนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษาทาง กฎหมาย นปช.ในฐานะเป็นตัวแทนของสหภาพรัฐสภาสากล (ไอพียู) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิเสรีภาพของ สมาชิกรัฐสภา ได้เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการเบิกความด้วย

โดยนายโรเบิร์ต กล่าวว่า การเข้าร่วมรับฟังการสืบพยานคดีนี้ เพราะส่วนตัวมีความกังวลในเรื่องของความยุติธรรมและกระบวนการของศาลไทยในการไต่สวน และสืบพยาน เนื่องจากคดีนี้ในองค์กรระหว่างประเทศถือเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง