วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอ็นจีโอผ่ากู้2.2ล้านล้านขัดรัฐธรรมนูญ

กป.อพช.ผ่าพ.ร.บ.กู้เงิน2.2ล้านล้านชี้ชัดผิดรัฐธรรมนูญ หวั่นกระทบชาวบ้านถูกเวนคืนที่ดิน

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)อีสาน ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคม ขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... ณ ห้องประชุมของสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเชิญนักวิชาการ และ นักกฎหมายมาให้ข้อมูลแก่ตัวแทนเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัดกว่า 100 คน พร้อมกับถ่ายเอกสารรายละเอียดโครงการภายใต้แผนงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หนากว่า 250 หน้ามาแจกด้วย

น.ส.จันทิมา ธนาสว่างกุล อัยการผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านดังกล่าว หากอ่านพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นว่าพ.ร.บ.นี้ไม่มีรายละเอียดทางกฎหมายอะไร ทำให้ไม่สามารถตอบได้ว่าโครงการต่างๆที่กำหนดเอาไว้ใน พ.ร.บ.นั้นจะคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ ประกอบกับไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และที่ผ่านมาการก่อสร้างต่างๆนั้น หากในต่างประเทศ ภาครัฐจะไม่ลงไปดำเนินการเอง แต่จะให้ภาคเอกชนดำเนินการแทน เพราะถือว่าไม่ใช่บริการสาธารณะ แต่เป็นเชิงพาณิชย์ที่จะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งรัฐจะเป็นคนจัดเก็บรายได้จากภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนมากกว่าจะไปลงทุนเองทั้งหมด

"หากดูอย่างละเอียดจะเห็นว่าเม็ดเงิน 2.2 ล้านล้านบาทคือเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศไทย ที่รัฐบาลใช้อยู่แล้ว และหากมีการกู้เงินมา 2.2 ล้านล้านแบบนี้เท่ากับว่าเพิ่มงบประมาณรายจ่ายอีกเท่าตัว และเห็นชัดเจนว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ที่ต้องการเอาเงินมาหมุนเท่านั้น เป็นการกำหนดนโยบายมา แต่โครงการหลวม การตรวจสอบน้อย มีการแบ่งปันผลประโยชน์ของพวกพ้อง เป็นเรื่องที่ชาวบ้านต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยเลยไป"น.ส.จันทิมา กล่าว

ด้านนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ เปิดเผยว่า คำถามตอนนี้คือไม่ใช่เพียงเงินกู้ตามพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านเท่านั้น แต่ยังมี พ.ร.ก.เงินบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท ที่จะออกมาพร้อมกัน แล้วหากมีการดำเนินการจริงตามโครงการที่รัฐบาลวางเอาไว้ แล้วจะเอาแรงงานมาจากไหน หินจากไหน เพราะตามเส้นทางที่มีการระบุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เส้นทางที่ทางรถไฟพาดผ่าน ล้วนแล้วแต่จะต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่สองข้างทาง ริมทางรถไฟต้องถูกไล่ออกไปห่างจากทางรถไฟอีกมากกว่าเดิมที่ปัจจุบันอยู่ห่างข้างละ 40 เมตร รวมเป็น 80 เมตร รวมไปถึงการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างและขยายทางรถไฟ ต้นไม้ ภูเขา หลายพื้นที่มีพื้นที่ความงดงามทางสุนทรีย์อยู่แล้ว หากถูกทำลายไปก็จะหมดคุณค่า ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าสิ่งเหล่านี้ได้ หลายพื้นที่ต่อสู้เพื่อคุ้มครองมันเอาไว้ แต่จะต้องมาพังหายไปกับโครงการของรัฐเสียเอง

ขณะที่นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ(ประเทศไทย) ระบุว่า งบประมาณที่จะเอามาแก้ปัญหาภัยแล้งภาคอีสาน จากพ.ร.ก. 3.5 แสนล้านนั้น จะเอามาแก้แล้งภาคอีสาน 1 แสนล้านบาท ทำให้คนอีสานดีใจและตั้งตารอว่าจะมีเงินจากรัฐบาลมาช่วยคนอีสาน แต่หากมองจริงๆ โครงการนี้คงจะเข้าแบบเดิม กรณีอีสานจะถูกสร้างสถานการณ์ภัยแล้ง เพื่อเอางบประมาณมาจัดการน้ำเรื่องนี้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต่อต้าน เพราะมองว่าได้ประโยชน์ แถมทำให้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองดีขึ้นอีก แต่ในความเป็นจริงต้องดูไปที่บทเรียนจากโขงชีมูล ที่ก่อสร้างแล้วไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ งบประมาณพอๆกัน 3.2 แสนล้านบาทและบางพื้นที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เรียกร้องค่าเสียหาย 20 ปี ยังไม่สิ้นสุด