"สุขุมพันธุ์"ปฏิเสธข้อหาขยายสัมปทานบีทีเอสส่วนต่อขยาย จวกดีเอสไอทำเสียเวลา ถูกกลั่นแกล้งฟ้องกลับแน่
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะอดีต ผอ.กองการขนส่ง สำนักการจราจรและขนส่ง ,นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และ นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษดีเอสไอ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในข้อหาร่วมกันประกอบกิจการการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคกิจการรถราง โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ได้รับสัปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 4 และข้อ 11 กรณีการขยายเส้นทางสัมปทานใหม่ 2 สายคือ สายสีลม จากสถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ และสายสุขุมวิท สถานีบางจาก-แบริ่ง
ทั้งนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมารับทราบข้อกล่าวหาใดเพิ่มเติมอีก และมองว่าเป็นการเสียเวลาทำงานมากกว่า
ขณะที่นายอมร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ทางดีเอสไอแจ้งเพิ่มเติมในวันนี้เป็นเรื่องเดิม ๆ เกี่ยวกับการต่ออายุสัมปทาน และการขยายเส้นทางสัมปทานใหม่ 2 สาย คือสีลมและสุขุมวิทฯ โดยตนได้ให้การปฏิเสธและยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีรอบใหม่มีประเด็นทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ แต่เบื้องต้นยืนยันว่าสามารถชี้แจงกระบวนการทำงานทั้งหมดได้ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายหรือด้านเทคนิค
"คดีบีทีเอสนี้เชื่อว่ามีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะดูจากวิธีการ ข้อความหรือข้อกล่าวหาที่มีการฟ้องซ้ำ ไม่มีประเด็นใหม่เลย วันนี้ก็ได้ยื่นเอกสารชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งก็เป็นเอกสารเดิม และได้ปฎิเสธทุกข้อหา และต่อจากนี้หวังว่าคงไม่มีประเด็นเรียกรับทราบข้อกล่าวหาอีก"นายอมร กล่าว
ด้านพ.ต.ท.ถวัล กล่าวว่า การแจ้งข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นการแจ้งข้อกล่าวเพิ่ม เนื่องจากพนักงานสอบสวนพบว่ามีการดำเนินการต่อสัญญาและขยายเส้นทาง ในลักษณะเดียวกันอีก 2 เส้นทาง ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในข้อกล่าวนี้ ประกอบด้วยผู้ถูกกล่าวหากลุ่มเดิมและรายใหม่เพิ่มเติม จากการสอบปากคำ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้ให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งระบุในคำให้การว่า พนักงานสอบสวนกลั่นแกล้งและจะฟ้องร้องพนักงานสอบสวน ในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยตนมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นความเห็นต่างในข้อกฎหมายของระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหากถามความเห็นส่วนตัวแล้ว ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อกฎหมายชัดเจน แต่ทางผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เห็นพ้องกับพนักงานสอบสวนจึงให้การปฏิเสธ ยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมือง
สำหรับคดีนี้ยังเหลือผู้ถูกกล่าวหาอีก 2 ราย ที่จะเดินทางมารับทราบข้อหาในวันพรุ่งนี้(3 พ.ค.) เวลา 09.30 น. คือ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี และนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ





