ศาลรธน.นัดถกคำร้องปมแก้รธน.ขัดม.68หรือไม่ ตีความสถานะส.ส."อภิสิทธิ์"พรุ่งนี้ ชี้ แดงยังชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย
แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) เวลา 09.30 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญและคำร้องคดีต่างๆ ที่เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากตลอดเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้สั่งงดเว้นการประชุมประจำสัปดาห์ไป เนื่องจากเดือนเม.ย.มีวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน อีกทั้งคณะตุลาการบางคนก็ติดภารกิจไปเดินทางต่างประเทศ และคำร้องต่างๆ ก็ยังอยู่ในกระบวนการรอการชี้แจงกลับมายังศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้จึงได้สั่งงดเว้นการประชุมประจำสัปดาห์ไป และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ค. นี้
ทั้งนี้ วาระการประชุมที่สำนักงานเตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย มีด้วยกันหลายเรื่อง แต่ประเด็นสำคัญๆที่สังคมให้ความสนใจ น่าจะเป็นคำร้องที่เกี่ยวข้องและเป็นคดีทางการเมือง ประกอบด้วย คำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบรายมาตรา ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งมีด้วยกัน 4 คำร้อง และคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102(6)หรือไม่ หลังกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลดออกจากราชการ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันที่ 1 พ.ค. ทางศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมกันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ(เดิม) อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ เขตพระนคร
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือกดดันหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมยืดเยื้อที่หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒนะ ไปจนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตนเองและยุติบทบาท แหล่งข่าว กล่าวว่า เท่าที่ติดตามข่าวสารก็เห็นว่าการชุมนุมยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับพนักงานและเจ้าหน้าที่หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทุกคนยังคงเดินทางมาทำงานได้ตามปกติ ส่วนการรักษาความปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เมื่อถามถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาในการประชุมประชาคมประชาธิปไตยที่ประเทศมองโกเลีย และมีการพาดพิงการทำงานขององค์กรอิสระว่ามีการใช้อำนาจเกินขอบเขต แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดเป็นประเด็นตอบโต้กันไปมา หากมีการตอบโต้หรือไปแสดงความคิดเห็นก็อาจถูกหยิบยกไปประเด็นทางการเมืองได้อีก





