"ปชป." ชื่นชม "ทีมทนายไทย" มีข้อมูลหักล้างข้ออ้างเขมร ปี 05 ได้ แนะรัฐบาลเตรียมคาดการณ์คำพิพากษา ประเมินผลตัดสิน หวั่นออกมาหลายรูปแบบ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแถลงด้วยวาจาของทีมสู้คดีปราสาทพระวิหารของไทย เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมาว่า ขอชื่นชมการทำงานของนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้นำคณะฝ่ายไทย และฝ่ายกฎหมายของไทยอีก 3 ท่าน โดยเฉพาะ น.ส.อลินา มิรอง ทนายฝ่ายไทย ที่ได้ค้นคว้าเรื่องแผนที่จนทำให้ไทยสามารถหักล้างคำกล่าวหาของกัมพูชา ที่ได้กล่าวอ้างมาตั้งแต่ปี2505 จึงอยากให้คนไทยได้ศึกษาทำความเข้าใจในประเด็นปราสาทพระวิหาร ตามที่ทีมทนายความของไทยได้ใช้เป็นอาวุธในการตอบโต้กัมพูชา
นายชวนนท์ กล่าวว่า อยากให้ติดตามการทำงานของศาลโลก โดยมีหลักการที่ต้องให้ความสำคัญคือ ข้อ 60 ของข้อบังคับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ระบุชัดว่าศาลโลกไม่สามารถขยายคำพิพากษาหรือนำคำพิพากษาเดิมมาตัดสินใหม่ หรือเพิ่ม ขยายขอบเขต ของความหมายที่ตีความแล้ว แต่สิ่งที่ศาลทำได้อย่างเดียวคือ เรื่องการตีความคำพิพากษา ซึ่งการจะตีความคำพิพากษาได้นั้น คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมีความเห็นต่างกันในเรื่องการตีความคำพิพากษา หรือในบทปฏิบัติการ ซึ่งไทยต้องยืนยันว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชา แต่ตรงกันข้ามคือ กัมพูชาพยายามยั่วยุใช้อาวุธรุกรานไทยมาโดยตลอด
โดยกัมพูชาหวังที่จะให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดน เพื่อให้เกิดภาพว่าไทยรังแกประเทศที่เล็กกว่า และเพื่อนำเรื่องนี้ไปฟ้องในเวทีนานาชาติ และการที่กัมพูชาเห็นตรงกับไทย และยอมรับคำสั่งศาล มาตลอดเกือบ 50ปี วันนี้กัมพูชากลับเดินขึ้นไปบอกศาลว่า มีความเห็นไม่ตรงกัน จึงอยากให้ไทยได้ย้ำว่า เป็นเพราะเกิดจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกใช่หรือไม่
นายชวนนท์ กล่าวว่า หากศาลรับพิจารณาคำพิพากษา ในเนื้อหาสาระที่อยากให้รัฐบาลได้เน้นหนักในการต่อสู้คือข้อมูลใหม่ โดยเฉพาะสิ่งที่ทีมทนายความได้นำมาเปิดเผย ตนคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาในการแก้ไขประวัติศาสตร์ ความเพรี้ยงพร้ำของเราในอดีต อย่างที่ น.ส.อลินา ได้พูดถึงเรื่องแผนที่ 1:200,000 ตารางกิโลเมตรที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง
โดยระบุว่าแผนที่ดังกล่าวของกัมพูชาไม่ได้มีฉบับเดียว และกัมพูชาเองก็สับสนในการใช้แผนที่ ว่าจะใช้ฉบับไหน อย่างไร และน.ส.อลินา ยังได้เปิดเผยหลักฐานต่อว่า กัมพูชาได้นำแผนที่ฉบับนั้นไปดัดแปลงลงในแผนที่ฉบับใหม่ จนทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลง รวมทั้งประเด็นที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้างว่า พื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารนั้น เป็นอาณาเขตที่ไปชนเส้นเขตแดนเลยหรือไม่ เพราะกัมพูชาต้องการฮุบแผนที่ทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องยืนยันว่าอาณาเขตของปราสาทพระวิหาร ไม่สามารถจะไปชนกับเส้นเขตแดนได้ เพราะอาณาเขตมีเท่าที่มี
“จึงเป็นสิ่งที่ไทยต้องยืนยันว่าคำขอของกัมพูชา เป็นเรื่องที่ประหลาดมาก เพราะไม่อย่างนั้นผมก็บอกได้ว่าวัดที่เชียงใหม่มีอาณาเขตถึงแม่สาย หรือวัดที่กาญจนบุรีมีขอบเขตชนชายแดนไทย-พม่า เราต้องยืนยันว่าคำขอของกัมพูชาใช้ไม่ได้ และประเด็นที่เราจะต้องเอาชนะกัมพูชาก็คือ ไทยกับกัมพูชาต้องกลับมาทำหลักเขตแดนให้ชัดเจนโดยใช้เอ็มโอยู 43 ซึ่งเป็นกระบวนการที่ครบ เมื่อเราตีแผนที่ของกัมพูชาตกไปแล้ว ก็ยืนยันว่าด้วยเหตุผลที่แผนที่ตกไปกัมพูชากับไทยจึงต้องกลับมาปักปันเขตแดนกัน” นายชวนนท์ กล่าว





