วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะภาคสังคมตรวจสอบกู้เงิน2ล้านล้าน

นักวิชาการ-เอกชน แนะรัฐบาลเปิดช่องภาคสังคมตรวจสอบ โครงการตามกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เรียกร้องพัฒนาการศึกษาคน ควบคู่

กลุ่มกรีน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม จัดอภิปรายวิชาการ เรื่อง "ความจริง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ใครได้ใครเสีย" โดยมีนักวิชาการ ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องร่วมเวทีอภิปราย

นายไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลังจากที่สภาฯ รับหลักการวาระแรกของร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แล้วทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่น สังเกตได้จากมูลค่าหุ้นของบริษัทจำพวกก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น แต่ตนมองว่ายังมีโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องคำนึงก่อนทำโครงการตามที่ระบุไว้ในร่างพ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 2 ล้านล้านบาทคือความคุ้มค่ากับการลงทุน และการลงทุนรถไฟความเร็วสูงนั้นจะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามตนอยากให้รัฐบาลศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ชินคังเซน ของประเทศญี่ปุ่นในด้านคุณภาพบริการ และต้องไม่ลืมด้วยว่าต่อให้บริการดีแค่ไหนการขาดทุนย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้นต้องเตรียมความพร้อม

นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการบริษัทแพรนด้า จิวเวลรี่ ฐานะตัวแทนภาคเอกชน กล่าวว่า การพัฒนาระบบขนส่งควรพัฒนาควบคู่กับการศึกษาของประชาชนไปด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของคนทำงาน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนประเทศจีนที่เร่งพัฒนาขนส่งทางราง แต่ยังพบว่ามีรถไฟชนกัน ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดช่องให้มีการตรวจสอบเพื่อให้ภาคสังคมสบายใจ และเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการทุจริต

"โครงการที่จะทำตามร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯ ขาดการรับฟังความเห็นของประชาชน เท่ากับไม่ให้ความยุติธรรมกับประชาชน และชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการนำประชาชนไปเป็นตัวประกัน ตลอด 50 ปีข้างหน้า" นายปรีดา กล่าว

ด้าน นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าภาคธุรกิจก่อสร้างถูกไถเงิน หรือ เรียกหัวคิว ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้รับการจ้างงาน ซึ่งตนเชื่อว่าโครงการตาม ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 2 ล้านล้านบาทจะมีปัญหาเพราะเป็นการทำโครงการแบบประชานิยม ทำเศรษฐกิจของประเทศพังอย่างแน่นอน และเป็นเหมือนอย่างประเทศกรีซ หรือ สเปน ดังนั้นต้องใช้กฎหมายมายับยั้ง และให้ภาคสังคม เช่น องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นร่วมมีบทบาทสังเกตการณ์ ร่วมตรวจสอบ

"งบประมาณก้อนนี้ ผมมองว่าไม่ได้มุ่งเพื่อการพัฒนาประเทศทั้งหมด วานนี้ผมไปออกรายการทางช่องไทยพีบีเอส ร่วมกับคนของกระทรวงคมนาคม ผมได้ถามว่าทำไมต้องทำรถไฟความเร็วสูงไปเชียงใหม่ แทนที่จะไปภาคอีสาน เขาตอบว่า จะมีคนใช้บริการมากกว่า แต่ผมมองว่าหากพัฒนาระบบรางไปเชียงใหม่จะทำให้เศรษฐกิจลำบาก เพราะความเป็นจริงเมื่อมีขนส่งทางรถไฟ สายการบินจะลดค่าโดยสารลง ดังนั้นทางแก้ควรให้สัมปทานกับบริษัทของผู้นำเอาไปทำเลยดีกว่า" นายต่อตระกูล กล่าวแบบติดตลก

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้ เพื่อต้องการทวงเงินคืนให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกยึดทรัพย์ไปจำนวน 5 หมื่นล้านบาท แต่เพิ่มมูลค่าเป็น 5 แสนล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่เพื่อเตรียมซื้อเสียง แต่จะเอาไปเก็บไว้ที่ต่างประเทศ ทั้งนี้ตนมีข้อมูลอยากให้ภาคสังคมจับตาร่วมด้วยและอย่าประมาท คือ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่เตรียมพิจารณาในสัปดาห์หน้าและการนิรโทษกรรม ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์ 3 อย่าง ที่นำเสนอเพื่อเช็คกระแส ดังนั้นอย่ามุ่งเป้าค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีมาตราอื่นที่เชื่อมโยงโดยเฉพาะมาตรา 169 ว่าด้วยการจ่ายงบประมาณแผ่นดิน ที่เขาพยายามแก้ไข เพื่อเปิดช่องการออก พ.ร.บ.กู้เงิน ได้โดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

"เรื่องนี้เรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 มาตรา คือ มาตรา 169 ว่าด้วยการตรากฎหมายกู้เงินโดยที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน และ มาตราที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเห็นชัดว่าการออกโครงการตาม ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน นั้นขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มีผลกระทบกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นโครงการนี้อาจเป็นการคอรัปชั่นแบบความเร็วสูง ดังนั้นขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่ขณะนี้ขอให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฐานะฝ่ายกฎหมายได้ต่อสู้ในข้อกฎหมายก่อน ซึ่งหากเขาจะแพ้เชื่อว่าเขาจะเอามวลชนมากดดัน เมื่อถึงตอนนั้นขอให้พวกท่านอย่าเพิกเฉย ขอให้ออกมาร่วมต่อสู้" นายไพบูลย์ กล่าว

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนมองว่าการพัฒนาระบบขนส่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำไมไม่ทำเพียงสายเดียวให้สุดสาย เช่น กทม.- ชายแดนภาคใต้ เพื่อเชื่อมต่อกับระบบขนส่งของต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย แทนที่ทำแค่ กทม.-หัวหิน กทม.-นครราชสีมา เพราะไม่เกิดประโยชน์ อีกทั้งควรเน้นทำเฉพาะสาย เพราะหากทำทุกสายพร้อมกันจะพากันเจ๊งหมด ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีสติมองโอกาสระยะยาวของประเทศมากกว่าคะแนนเสียง

"รัฐบาลบอกว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ทำไมไม่พิจารณาการขนส่งทางน้ำ ที่ถือว่ามีประสิทธิภาพ และหากประเทศไทยจะสร้างยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศควรยึดโยงกับประเทศจีน เพราะในอนาคตประเทศจีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ" นายสังศิต กล่าว