จำคุก'สิงห์ทอง'12ปีกับพวกปล้นบ้าน'สุพจน์'

ศาลตัดสินจำคุก "สิงห์ทอง" 12 ปี ร่วมกับพวกรวม 9 คนปล้นบ้าน"ปลัดสุพจน์"
ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปล้นทรัพย์บ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม หมายเลขดำ อ.347/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนาย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสิงห์ทอง หรือ เสธ.ไก่ ใจชมชื่น ที่ 1 ,นาย เสาร์แก้ว นามวงค์ ที่ 2, นายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน ที่ 3, นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน ที่ 4 , นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี ที่ 5, นาย วณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา ที่ 6 , นายประพันธ์ เรียงเครือ ที่ 7 , นายชยธัช หรือ เอก จันนะชัย ที่8 และน.ส.วาสนา สาเพิ่มทรัพย์ ที่ 9 เป็นจำเลยที่ 1 - 9 ตามลำดับ ในความผิดฐาน ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ โดยใช้ยานพาหนะ ,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง กระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพฯ , ร่วมรับของโจร และร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน คดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 9 ก.พ.55 ระบุความผิดสรุปว่า
เมื่อระหว่างวันที่ 12 ก.พ. - 23 พ.ย. 2554 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้คัตเตอร์, ชะแลงเหล็กจำนวน 3 อันติดตัว บุกรุกเข้าไปในบ้านของนาย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้เสียหายที่ 1 ในซอยลาดพร้าว 62 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. แล้วลักเงินสดจำนวน 18,121,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 ไป โดยข่มขู่และทำร้ายนาง จันทรา สังเกิด ผู้เสียหายที่ 2 และ น.ส. สาวิตตรี บุญอุ้ม ผู้เสียหายที่ 3 ลูกจ้างของผู้เสียหายที่ 1 จนปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่ายหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าว เหตุเกิดที่แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. ท้องที่ตำบลและอำเภอต่างๆ จ.กาญจนบุรี และ จ.เชียงราย เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 310, 310 ทวิ, 340, 340ตรี, 357, 365, 371 จำเลยที่ 1, 5,7,8 และ 9 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2,3 ,4และ 6 ให้การรับสารภาพ
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า ช่วงเกิดเหตุ พวกจำเลยได้มีการติดต่อกันด้วยตนเองและใช้โทรศัพท์เคลื่อนติดต่อกันเรื่อยมา โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้วางแผนและชักชวนให้จำเลยอื่น ร่วมกระทำผิด โดยฝ่ายโจทก์มีนายนัฐพล จันทร์ชั่ง กับพวก เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อให้พยานช่วยหารถยนต์ตู้ เพื่อจะนำไปใช้ขนเงินที่จะเข้าปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีเงินจำนวนมาก ที่ได้จากการคดโกงแผ่นดิน และจะไม่กล้าเข้าแจ้งความ โดยพยานจะได้เงินส่วนแบ่ง 10 ล้านบาทพร้อมหยิบเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ และเครื่องช๊อตไฟฟ้า ที่เตรียมไว้ให้ดู นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังพาพยานและเพื่อน ไปดูบ้านของปลัดกระทรวงคนดังกล่าวด้วย แต่พยานเห็นว่า บ้านหลังใหญ่โต จึงเกิดความกลัว และตัดสินใจไม่เข้าร่วมปล้น เห็นว่าพยานโจทก์ เบิกความสอดคล้องต้องกันถึงพฤติการณ์ และเมื่อได้เงินจากการปล้นมาก็ได้แบ่งให้จำเลยอื่นเก็บไว้ และกำชับว่า อย่ารีบนำเงินไปใช้ รวมทั้งจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นแฟนของจำเลยที่ 1 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยที่ จำเลยที่ 1 ,2 และ 3 จึงเป็นความผิดจริง
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 ผิด ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ และใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทหนักสุดจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 18 ปี ปรับ 90 บาท จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 12 ปี ปรับ 60 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้คนละ 9 ปี ปรับ 45 บาท
สำหรับจำเลยที่ 4,5 , 6 และ 9 มีความผิดฐานร่วมกันรับของโจร(เงินของกลาง) จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 4 และ 6 รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน ขณะที่ จำเลยที่ 5 และ 9 ให้การเป็นประโยชน์บ้างลดโทษ 1 ใน 3คงจำคุกไว้คนละ 3 ปี 4 เดือนสำหรับจำเลยที่ 8 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการปล้นทรัพย์ จำคุก 12 ปี ทางพิจารณาคำให้การเป็นประโยชน์บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 8 ไว้ 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 7 พยานโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัย ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอด จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ พิพากษายกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 7 แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ และให้คืนเงินของกลางแก่เจ้าของ.







