เลขาฯสมช.เรียกถกวางกรอบเจรจาบีอาร์เอ็น 28มี.ค. เผยกองทัพรับรู้ตลอด ยันเซ็น MOUไม่ขัดม.190
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกันเพื่อวางกรอบเจรจาและกำหนดประเด็นแนวทาง รวมถึงจัดวางตัวบุคคล 15 คนที่จะไปพูดคุยกับกลุ่มที่ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ กลุ่ม บีอาร์เอ็นและกลุ่มอื่นๆในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โดยในการหารือครั้งนี้ ประกอบด้วย พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม นายปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศปป.5 กอ.รมน. พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ตัวแทนสำข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย
โดยก่อนการประชุม พล.ท.ภราดร ให้สัมภาษณ์ถึงการวิจารณ์ว่าแนวคิดเรื่องการจัดตั้งมหานครรัฐปัตตานี เป็นเพราะจะสอดคล้องกับการออกพ.ร.ก.เพื่อดูแลพื้นที่ภาคใต้ ว่า ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่เราประเมินว่าฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบประสงค์ที่จะสื่อสารเรื่องการปกครองพิเศษ แต่รูปแบบการพูดคุยยังไม่ตกผลึก เพราะเมื่อรับข้อเสนอมาแล้วคงต้องมาหารือกับหลายฝ่ายของเรา ซึ่งเป็นการประเมินของเราที่เชื่อว่าเขาต้องมีหัวข้อดังกล่าวเสนอมาถึงเราในการหารือแน่นอน
เมื่อถามว่าจุดยืนของรัฐบาลไทย หากมีการเสนอเรื่องนี้ในการเจรจาพล.ท.ภราดร กล่าวว่า จุดยืนของรัฐบาลไทยคือจะต้องยึดถือกรอบของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ส่วนการปกครองท้องถิ่นที่จะใช้นั้นมีความเหมาะสมอย่างไรยังไม่มีใครตอบได้ เนื่องจากต้องหารือกันอีกหลายรอบ โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องตกผลึกคือความคิดของประชาชนในพื้นที่ ประกอบกับขบวนการฯ เจ้าหน้ารัฐก็ต้องเห็นตรงกัน แล้วยังต้องผ่านมาความจากรัฐสภา ดังนั้นกว่าจะจบคงอีกยาว
ต่อข้อถามที่ว่าแสดงว่าแนวโน้มที่จะเกิดนครรัฐปัตตานี จะไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ใช่หรือไม่พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ถูกต้องเพราะนั่นคือขั้นตอนสุดท้าย ตอนนี้การเริ่มต้นคือการพูดคุยเพื่อปรับทุกข์ผูกมิตร สร้างความไว้วางใจซึ้งกันและกันก่อน
ส่วนการเจรจาจะเข้าตามมาตรา190หรือไม่ เลขาฯสมช.กล่าวว่า ไม่เข้าม.190แน่นอนเพราะการพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุย ไม่มีข้อตกลง ไม่มีการทำบันทึกความเข้าใจ ไม่เป็นข้อผูกมัดหรือสัญญาใด ๆ ซึ่งขั้นตอนที่เราจะหารือนี้ได้ผ่านการหารือจากกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศแล้ว และการหารือจะเริ่มวันที่ 28 มี.ค.นี้ ซึ่งประเด็นที่จะนำไปหารืออยู่ระหว่างการติดสื่อสาร โดยตนจะพูดคุยเพื่อวางกรอบกับกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตกผลึกว่ารายชื่อผู้ที่จะไปร่วมประชุม สมควรเป็นใครและคุยประเด็นใดบ้าง ขอย้ำว่าขั้นตอนเพิ่งจะเริ่มต้น จึงยังไม่มีรายละเอียด





