"ดีเอสไอ"ลุยสอบนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐบุกรุกถางป่าชายเลนอุทยานท้ายเหมือง พังงา เตรียมยื่นขอออกโฉนด 500 ไร่ แฉบางแปลงให้ต่างชาติถือครอง
พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติท้ายเหมืองเขาลำปี ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ตั้งอยู่ที่ ต.ทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงาและพื้นที่ความมั่นคงทางทหาร ซึ่งขณะนี้พบว่ามีนายทุนเข้าไปบุกรุกเพื่อปลูกพืชผลทางการเกษตร เพื่ออ้างว่ามีการใช้พื้นที่ทำประโยชน์จริงจำนวน 500 ไร่ รวมทั้งมีความพยายามในการออกโฉนดที่ดินเพิ่มเติม และมีการทำลายป่าชายเลน ทั้งที่จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศในปี 2552 พบว่า พื้นที่ดังกล่าวยังมีสภาพเป็นป่าชายหาด แต่ปรากฏว่ากลับมีเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ร่วมกับนายทุนชาวไทยและต่างชาตินำไปออกโฉนด โดยราคาซื้อขายที่ดินบริเวณป่าชายหาดดังกล่าวอยู่ที่ไร่ละ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าการซื้อขายที่ดินในเขตอุทยานจำนวน 500 ไร่อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท
พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งนี้ถูกนายทุนรายใหญ่ใน จ.ภูเก็ตเข้าไปบุกรุกตั้งแต่ปี 2548 โดยการให้ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ต่อมาคนทั้งสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งกันจึงทำให้นายทุนไปร้องต่อศาลปกครอง จ.นครศรีธรรมราชให้ออกโฉนดให้ และต่อมาศาลฯได้มีคำสั่งให้กรมที่ดินออกโฉนดให้กับนายทุนคนดังกล่าวโดยนายทุนอ้างว่าผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นได้ประกาศให้มีการเดินสำรวจที่ดินเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2529 แต่กรมอุทยานฯได้ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติท้ายเหมืองฯในวันที่ 15 มิถุนายน 2529
"จากการตรวจสอบเอกสาร พบเจตนาว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นทราบว่า กรมอุทยานฯกำลังจะเตรียมประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ แต่กลับใช้วิธีการประกาศพื้นที่เดินสำรวจก่อนล่วงหน้าเพียง 1วัน แสดงให้เห็นความผิดปกติ และมีพฤติกรรมเข้าข้างนายทุน ดีเอสไอจึงเข้าไปตรวจสอบในประเด็นหลัก คือ ดูว่าผู้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวมีสิทธิในที่ดินหรือไม่ เนื่องจากมีการอ้างว่าเป็นพื้นที่ปลูกสวนมะพร้าว ซึ่งตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังจนถึงปัจจุบันไม่พบว่ามีการใช้พื้นที่ดังกล่าวจริง และจากการสอบปากคำผู้ยื่นคำขอต่างให้การปฎิเสธ และระบุว่าถือครอง ให้คนอื่น โดยได้รับค่าจ้างรายละ 100,000 บาทเพื่อขอใช้ชื่อสวมสิทธิ”ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภค ฯ กล่าว
พ.ตท.ประวุธ กล่าวอีกว่า ในปี 2554ดีเอสไอได้นำข้อสรุปจากการตรวจสอบหารือกับกรมอุทยานฯและเสนอให้กรมอุทยานฯทำหนังสือขอรื้อฟื้นคดีต่อศาลปกครองนครฯแต่ศาลไม่รับคำร้องโดยอ้างว่าคดีหมดอายุความไปแล้ว ต่อมากรมอุทยานฯจึงยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองสูงสุด และในที่สุดศาลฯได้พิจารณาสำนวนและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีประเด็นสำคัญที่จะต้องรื้อฟื้น ดังนั้นเมื่อต้นปี 2555 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ศาลปกครอง จ.นครศรีธรรมราชฯ รับเรื่องดังกล่าวเพื่อรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ และขณะนี้กรมอุทยานฯอยู่ระหว่างการทำเอกสารชี้แจงต่อศาลปกครองนครฯ
"ที่ดินบริเวณนี้มีการออกโฉนดไปหลายแปลงแล้ว และบางแห่งมีชื่อชาวต่างชาติถือครอง ส่วนปัญหาการบุกรุกพื้นที่ความมั่นคงทางทหารนั้นขณะนี้พบว่า มีบุกรุกไปแล้วจำนวน 15 ไร่ โดยที่กองทัพเรือไม่ทราบมาก่อน และได้มาขอให้ดีเอสไอเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีการนำพื้นที่สำหรับใช้ฝึกทหารส่วนหนึ่งไปขายราคาสูงถึงไร่ละประมาณ 300 ล้านบาท โดยในวันที่ 27 กพ.นี้ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่จะร่วมกันเข้าตรวจสอบ"พ.ต.ท.ประวุธ กล่าว





