วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อระวังในการอ่านโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

บทความเอเเบคโพลล์"ข้อระวังในการอ่านโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม." เนื่องจากมีหลายโพลล์ นำเสนอคะแนนนิยมผู้สมัครผู้ว่ากทม.

น.ส.เทวินทร์ อินทรจำนงค์ และนายนพดล กรรณิกา จากสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ส่งอีเมล์ถึงสื่อมวลชนเรื่อง"ข้อพึงระวังในการอ่านโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม." ใจความว่า การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งที่ 10 ที่กำลังมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม 2556 มีหลายสำนักโพลล์ ได้นำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ อาทิ เอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต นิด้าโพลล์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ฯลฯ และสำนักโพลล์อื่น ๆ ที่ทำการสำรวจโดยเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยต่อสาธารณะก็ตาม ประเด็นสำคัญที่มีการนำเสนอกันมากคือ คะแนนนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. โดยมีการคาดการณ์ว่าผู้สมัครบางคนจะมีคะแนนนำและชนะการเลือกตั้ง

หากประชาชนได้รับฟังผลสำรวจเหล่านั้นขออย่าได้รีบสรุปตัดสินใจเชื่อโพลล์เหล่านั้นทันที ควรจะมีการพิจารณาให้รอบคอบเนื่องจากผลสำรวจที่นำเสนอนั้นอาจจะ"ไม่สอดคล้อง" กับผลการลงคะแนนจริงในวันเลือกตั้งก็เป็นไปได้ เนื่องจากเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

ประการแรก ผลโพลล์เป็นเพียงการสำรวจ “คะแนนนิยม” ในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ ยังไม่ใช่ผลการลงคะแนนจริง การนำเสนอผลโดยระบุว่าใครจะได้คะแนนเท่าใดและใครจะชนะการเลือกตั้งนั้นเป็นแต่เพียงการนำเสนอข้อมูลสำรวจจาก “ตัวอย่าง” และผลการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของพฤติกรรมของคนที่จะไปลงคะแนนเลือกตั้ง ดังนั้นในวันเลือกตั้งประชาชนอาจจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจก่อนการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างไรก็ได้ เนื่องจากความคิดและพฤติกรรมของคนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ข้อมูลข่าวสาร เหตุผล ความเชื่อ ค่านิยม รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในนาทีของการตัดสินใจลงคะแนน ยิ่งไปกว่านั้นระหว่างวันที่ทำการสำรวจไปจนถึงวันที่ลงคะแนนเลือกตั้งจะมีข้อมูลข่าวสารออกมามากมายที่มีผลต่อปฏิกิริยาความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งยังคาดการณ์ไม่ได้ จึงทำให้ผลการลงคะแนนการเลือกตั้งอาจจะไม่เป็นไปตามผลจากโพลล์ที่สำรวจก็ได้

ประการที่สอง ผลโพลล์เกิดจากการทำสำรวจจาก “กลุ่มตัวอย่าง” (sample) ไม่ใช่การสำรวจจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอย่างเช่นการทำสำมะโนประชากร (census) ดังนั้นผลสำรวจที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างจะต้องมี “ความคลาดเคลื่อน” (error) ไปจากผลสำรวจประชากรทั้งหมดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเกิดจากสองเรื่องที่สำคัญคือ

1)ความคลาดเคลื่อนที่เกี่ยวกับการเลือกตัวอย่าง (Sampling error) ซึ่งมีอยู่สองอย่างที่ส่งผลกระทบสำคัญ โดยอย่างแรกคือความคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่าง (sample size) หรือจำนวนคนที่สำนักโพลล์สุ่มตัวอย่างนำมาวิเคราะห์ หากจำนวนตัวอย่างมีจำนวนไม่มากพอที่จะนำมาวิเคราะห์ให้เชื่อถือได้ ความคลาดเคลื่อนก็จะสูงทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำนายคะแนนนิยมได้

อย่างที่สองคือความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มหรือการกระจายตัวอย่าง (sampling method) ได้แก่ความสามารถในการกระจายตัวอย่างที่เก็บข้อมูลให้ได้ครอบคลุมครบถ้วนตามสัดส่วนของประชากรจริงทุกหมู่เหล่าเพียงใด สามารถอ้างอิงเป็นตัวแทนประชากร (representative) ได้ แม้ว่าการสำรวจนั้นจะใช้จำนวนตัวอย่างมากมายเพียงใด หากไม่สามารถเลือกตัวอย่างให้ได้ตัวแทนตามสัดส่วนของประชากรจริงแล้ว การวิเคราะห์ทำนายผลก็ย่อมจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้ เปรียบดังเช่นการตักแกงในหม้อ ต่อให้ตักมาเป็นชามก็อาจจะไม่รู้รสชาดที่แท้จริงของอาหารในหม้อนั้นหากไม่ได้มีการคนส่วนผสมเครื่องปรุงในแกงให้เข้ากันเสียก่อน แต่ถ้าหากว่ามีการคนส่วนผสมในแกงให้เข้ากันเป็นอย่างดีทำให้น้ำกับเนื้อแกงรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว อาจจะตักมาชิมเพียงแค่ช้อนเดียวก็สามารถที่จะรู้รสชาติของแกงทั้งหม้อได้ ดังที่เคยปรากฏให้เห็นว่าการสำรวจบางครั้งแม้จะมีการใช้จำนวนตัวอย่างเยอะเป็นแสนเป็นล้านโดยสุ่มตัวอย่างไม่ดี อาจจะทำนายผลได้ไม่ถูกต้องแม่นยำเท่ากับการสุ่มตัวอย่างมาจากจำนวนเพียงหนึ่งพันคนที่มีการสุ่มตัวอย่างตามระเบียบวิธีวิจัย

2)ความคลาดเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตัวอย่าง (non-sampling error) ได้แก่ความคลาดเคลื่อนที่ทำให้เกิดอคติลำเอียง (bias) หรือความผิดพลาดไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสำรวจ ซึ่งเป็นความลำเอียงที่อาจเกิดจากเจตนา อาทิ การมีผลประโยชน์ทับซ้อน อิทธิพลคุกคาม ค่านิยม ทัศนคติทางการเมืองและความไม่มีเจตนาของผู้วิจัย อันทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในรูปแบบต่างๆ อาทิ ความลำเอียงในแบบสอบถามหรือการตั้งข้อคำถาม ความลำเอียงของผู้สัมภาษณ์หรือคนเก็บข้อมูล การไม่ให้ความร่วมมือของผู้ถูกสัมภาษณ์ การปฏิเสธการให้ข้อมูล การให้ข้อมูลเท็จ ความผิดพลาดในการจดบันทึก ความผิดพลาดตกหล่นของข้อมูลที่เก็บมาได้ ความผิดพลาดในการลงรหัสประมวลผลข้อมูล ความผิดพลาดในการเลือกใช้สถิติ ความผิดพลาดในการวิเคราะห์ ความผิดพลาดในการเขียนรายงาน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

ความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่เกี่ยวกับการเลือกตัวอย่าง และความอคติที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตัวอย่างในการทำสำรวจ มีผลกระทบต่อความถูกต้องในระเบียบวิธีวิจัยและการควบคุมคุณภาพการสำรวจ ก่อให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในการอธิบายผลหรือทำนายผลของคะแนนนิยมที่ไม่สอดคล้องเป็นไปตามความเป็นจริง

ความคลาดเคลื่อนนี้มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ไปจนถึงระดับมากจนทำให้การทำนายผลผิดพลาดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงไปเลยก็มีบางครั้งอาจมีการผิดพลาดเพียงไม่เกิน 1 % (ซึ่งถือว่าแม่นยำสูง) บางครั้งอาจคลาดเคลื่อน 1-10 % แต่บางครั้งอาจคลาดเคลื่อนไปถึง 30-40 % เลยก็ได้

ค่าร้อยละของความคลาดเคลื่อนมีผลต่อความถูกต้องในการทำนายผลคะแนนนิยมและการทำนายผลเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น โพลล์สำนักหนึ่ง สำรวจพบว่าผู้สมัคร ก.ได้คะแนนนิยม 45 % ผู้สมัครข. ได้คะแนนนิยม 40 % ถ้าสำนักโพลล์นั้นระบุช่วงความคาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 3 ก็หมายความว่า สำนักโพลล์แห่งนั้นระบุค่าความเป็นไปได้ที่ผลการเลือกตั้งจริงสำหรับผู้สมัคร ก. จะได้ 42 - 48% และผู้สมัคร ข. จะได้ 37 - 43% นั่นหมายความว่าผู้สมัครทั้งสองท่านยังมีโอกาสพลิกสลับกันได้ในผลการเลือกตั้งจริงถ้าผู้สมัคร ก. ได้คะแนนจริงต่ำสุดอยู่ที่ 42% และผู้สมัคร ข. ได้คะแนนสูงสุดของช่วงที่43% เป็นต้น

แต่ถ้าผลการเลือกตั้งจริงพบว่า ผู้สมัคร ข. ได้คะแนนสูงถึง45% แสดงว่า คะแนนจริงได้ทะลุเกินช่วงความคลาดเคลื่อนที่กำหนดไว้ 3% ในโพลล์ของสำนักนั้นที่ระบุว่าผู้สมัคร ข. จะได้เพียง 40% นั่นย่อมแสดงว่าผลโพลล์สำนักนั้นมีสาเหตุสำคัญบางประการที่ทำให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพี้ยนไปจากผลการเลือกตั้งจริงทั้งที่อาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนจากการเลือกตัวอย่างและความคลาดเคลื่อนที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตัวอย่าง หรืออาจเป็นไปได้ว่าข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกิดจากจังหวะเวลาที่ยาวนานก่อนการเลือกตั้งจริงที่มีขึ้น

ประการที่สาม อาจจะมีปัจจัยอื่นที่มีผลแทรกซ้อนทำให้พฤติกรรมการลงคะแนนไม่เป็นไปตามปกติ ไม่สอดคล้องกับคะแนนนิยมก็เป็นไป อาทิเช่น การซื้อสิทธิขายเสียง การให้อามิสสินจ้าง การใช้อิทธิพลข่มขู่คุกคามให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปหรือไม่ไปลงคะแนน การขนคนมาลงคะแนน การกลั่นแกล้งให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้ลงคะแนน (เช่นบอกหมายเลขผู้สมัครผิด) ตลอดจนการทุจริตการเลือกตั้ง ที่มีผลอาจทำให้ผลคะแนนการเลือกตั้งไม่สอดคล้องกับกระแสความนิยมของสังคมที่สำนักโพลล์ต่าง ๆ ที่ไปทำการสำรวจมา

ดังนั้นเมื่อเห็นผลสำรวจ “อย่าเชื่อโพลล์” ในทันทีให้พึงไตร่ตรองอ่านอย่างรอบคอบและระลึกเสมอว่าอาจมีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสำรวจทำนายผลการเลือกตั้งดังกล่าว เพราะผลโพลล์ไม่ใช่กรรมการตัดสินชี้ขาดในการตัดสินใจของประชาชน แต่ที่ต้องทำโพลล์เพราะต้องการให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนของประชาชนทุกชนชั้น เพราะถ้าไม่มีโพลล์ พื้นที่ข่าวเกือบทั้งหมดของการแสดงความคิดเห็นในสื่อมวลชนจะตกเป็นของกลุ่มคนชนชั้นนำที่มักจะออกมาชี้นำสังคมแต่ฝ่ายเดียวโดยปราศจากข้อมูลสถิติที่เป็นวิทยาศาสตร์มารองรับ