วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วุฒิฯชี้จัดงบไม่ตรงยุทธศาสตร์ ทำไทยล้าหลัง

วุฒิสภาชี้รัฐจัดงบไม่ตรงยุทธศาสตร์ชาติ ทำไทยล้าหลังกว่าประเทศในอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีวาระพิจารณารับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 ของวุฒิสภา โดยนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ฐานะประธานคณะกมธ.วิสามัญฯ นำเสนอรายงานว่า การชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตั้งข้อสังเกตของ กมธ.ฯ เป็นไปอย่างนามธรรม ทั้งนี้ไม่มีรายละเอียดว่าหน่วยงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนั้น ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ในประเด็นที่ กมธ. ตั้งประเด็นว่าจะมีผลกระทบต่อกรอบวินัยการเงินการคลัง พบว่ามีการตอบมาเพียง 11 บรรทัดเท่านั้น นอกจากนั้นไม่มีหน่วยงานใดปฏิบัติบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ที่ระบุว่าให้หน่วยงานของรัฐรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี ทั้งที่มาตรการดังกล่าวต้องการสร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงงบประมาณที่มีการโอน และเปลี่ยนแปลงรายการ ครม. ไม่ได้รายงานให้รัฐสภาทราบแต่อย่างใด

จากนั้นได้มี ส.ว. อภิปรายแสดงความเห็นหลากหลาย โดยได้เน้นย้ำให้มีการจัดทำงบประมาณที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณภาพ และตอบสนองกับนโยบายชาติ มากกว่านโยบายรัฐบาล อาทิ นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ผ่านมามีลักษณะไม่สมดุล เพราะให้น้ำหนักกับนโยบายรัฐ มากกว่านโยบายของชาติ จึงทำให้ประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน อาทิ นโยบายด้านการศึกษา ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐ เช่น การแจกแทบเล็ต แต่กลับไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้หรือยกระดับการศึกษา นอกจากนั้นแล้วยังให้งบประมาณเกี่ยวกับการปราบคอรัปชั่นน้อย รวมถึงไม่มีกลไกรัฐที่ติดตามภารกิจ โดยตนมีประเด็นที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการติดตามแก้ไข คือการตั้งโต๊ะขายงาน ในพื้นที่ภาคอีสาน มีการกินหัวคิว 30 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการทุจริตโครงการสร้างหอพักครุสภา ที่จ.เชียงใหม่ ที่ประมูลงานในราคา 380 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 500 ล้านบาท แต่ขณะนี้พบว่าการก่อสร้างมีแต่เสา ไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นขอให้รับผิดชอบ

นายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า ขอให้สำนักงบประมาณทบทวนการทำรายงานตามข้อสังเกต และกวดขันให้หน่วยงานที่ชี้แจงได้ตอบคำถามที่ตรงประเด็น ไม่ใช่ตอบแบบเลี่ยงๆ หรือกำปั้นทุบดิน เช่น กรรมาธิการฯ ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของกระทรวงต่างประเทศ ว่า ขอให้จัดสรรงบฯ แบบพิเศษ เพื่อซื้อที่ดินสร้างสถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ เพราะปัจจุบันมีการใช้พื้นที่ลักษณะเช่นซึ่งมีราคาแพง และมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น แต่คำตอบที่ได้ คือ จะดำเนินการตามงบประมาณที่จัดสรรประจำปี, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรรมาธิการฯ ให้ข้อสังเกตว่า ไม่ควรยกเลิกการเก็บค่าตรวจลงตรากับนักท่องเที่ยว เพราะจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวกลุ่มล่างเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับแหล่งท่องเที่ยว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาชี้แจงว่า จะอำนวยความสะดวกในเรื่องตรวจคนเข้าเมือง การยกเว้นวีซ่า หรืออีวีซ่า เท่ากับไม่เป็นการตอบโจทย์

ขณะที่นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่ายอมรับว่าการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2555 ต่ำกว่าเป้า คือ งบลงทุนเบิกจ่ายไปร้อยละ 66จากเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 72, งบรายจ่ายประจำ เบิกจ่ายไปร้อยละ 90 จากเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 93 ทั้งนี้เข้าใจว่าเป็นเพราะจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า ส่วนในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ข้อมูลเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 56 พบว่าได้เบิกจ่ายงบไปแล้ว 8.9 แสนล้าบาท คิดเป็นร้อยละ 37.4