วงเสวนาแก้รธน.ที่จุฬา"ปชป."เสนอให้อำนาจประชาชน ร้องทุกข์เอาผิดป.ป.ช. "พท."ย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ประเด็นพึงพิจารณา หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้เชิญนักวิชาการ นักการเมืองที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเสวนาโดยนายพีรพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโยธร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีจุดยืนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ในรูปแบบของการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ผ่านมาไม่ได้มีส่วนยึดโยงจากประชาชน ทั้งนี้ในประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ ที่มาของส.ว.
ขณะที่นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีอนาคตตนขอเสนอความเห็นดังต่อไปนี้ 1.ให้มีการตั้งศาลฏีกาเพื่อพิจารณาคดีของนักการเมือง จำนวน 2 ชั้น เพื่อตัดปัญหาความไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะในปัจจุบันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้วิธีพิจารณาเพียงศาลเดียว, 2.ให้ปรับกระบวนการสรรหา ส.ว. ให้คณะกรรมการสรรหามีที่มาจากหลายหลายมากกว่าปัจจบัน, 3.ลดอายุการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการในองค์กรอิสระ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า 7 - 9 ปี ให้เหลือเพียง 5 ปี, 4.ที่มาของกรรมการที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องไม่มีตัวแทนของภาคการเมือง อาทิ ประธานรัฐสภา, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มาร่วมพิจารณา, 5.เปิดช่องให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์ กล่าวโทษ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำผิดวินัย หรือ ทางอาญา, 6.กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระให้เปิดกว้าง จากเดิมที่ระบุให้เป็นข้าราชการระดับ ซี10 เท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าระบบข้าราชการมีระบบการเมืองให้การอุปถัมภ์ดังนั้นเมื่อข้าราชการที่เติบโตมาจากสายการเมืองจะทำให้เกิดความเอนเอียงได้, 7.ให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีขององค์กรอิสระให้ชัดเจน เช่น ป.ป.ช. ให้พิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี, อัยการสูงสุด ให้เวลาสางคดี 4 เดือน และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้พิจารณาคดีให้เสร็จภายใน 1 ปี
นายถาวร กล่าวต่อว่า 8. ต้องแก้การให้อำนาจของ ป.ป.ช. กรณีที่มีการชี้ว่าบุคคลมีความผิดทางวินัย แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ชั้นศาล กลับพบว่าบุคคลที่ถูกชี้มูลนั้นไม่มีความผิด ดังนั้นควรกำหนดกฎหมายให้คืนตำแหน่ง รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ ให้, 9.ยกเลิก ป.ป.ช.จังหวัด เนื่องจากตนกังวลว่าจะทำให้เกิดระบบส่งเสริมการทุจริตมากกว่าการปราบปรามการทุจริต เพราะในจังหวัดต่างๆ ล้วนมีระบบอุปถัมภ์จากพรรคการเมือง และเสนอให้ ป.ป.ช. สนับสนุนงานต้านทุจริตของภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็ง, 10.ให้ตัดประเด็นการใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช.ที่พบว่าปัจจุบันกฎหมายให้ใช้ดุลยพินิจไว้กว้างมาก โดยขอให้ตัดคำว่า"ส่อ" ออกจากคำตัดสิน
ด้าน นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่าประเด็นที่ถูกระบุถึงหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การยุบ หรือ ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เชื่อมโยงกับประชาชน ดังนั้นมองโมเดลที่มาของคณะตุลาการ ว่า ต้องให้คณะกรรมการสรรหาที่มีภาคประชาชนสาธารณะไปร่วมพิจารณาจึงจะเป็นทางออก ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)นั้น ตนมองว่าอนาคตต้องยกเลิกที่มาจากการเลือกตั้งหรือสรรหา แต่ควรให้มีที่มาจากการเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพื้นที่ เพื่อให้เข้ามาต่อรองนำประโยชน์กลับไปสู่พื้นที่ แต่กระบวนการนี้ต้องสร้างกลไกระดับจังหวัดให้ดี





