การพักการลงโทษเป็นรูปแบบของการปลดปล่อยนักโทษเพื่อให้กลับมาดำเนินชีวิตในสังคม หวังให้นักโทษเปลี่ยนพฤติกรรมไม่กระทำผิดซ้ำ
นอกจากนี้ "การพักโทษ " ยังเป็นการแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำอีกด้วย โดยเรื่องการพักโทษถูกกำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 14 พ.ศ. 2553 กำหนดให้มีการพักการลงโทษโดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมร่วมเป็นกรรมการ
อย่างไรก็ตาม การพักโทษเป็นวิธีปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษา โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ดังนี้
1. เป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา ทำการงานได้ผล
2.ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
3.ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี
4. ความป่วย ความชรา เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการทำให้มีโอกาสได้รับการพักโทษ แต่ต้องเข้าเกณฑ์ตามข้อ 1-3 เสียก่อน
ทั้งนี้ในช่วงที่พักโทษจะต้องปฏิบัติตัวภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติ โดยจำนวนวันที่ได้รับการพักการลงโทษอยู่ภายนอกเรือนจำต้องถือว่าเป็นวันต้องโทษจำคุกด้วย ระหว่างคุมประพฤติหากปฏิบัติตนผิดเงื่อนไขจะถูกจับกุมมารับโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่เหลือ
อย่างไรก็ตาม การพักการลงโทษยังมีรายละเอียดแยกเป็นรายประเภทคดี โดยผู้ต้องขังคดียาเสพติดจะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษหรือไม่ จะคำนึงถึงปริมาณของกลางและพฤติการณ์คดี ที่ผ่านมานายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แก้ไขหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ โดยกำหนดลักษณะความผิดที่ไม่สมควรได้รับการพักโทษ ได้แก่ คดีความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ความผิดต่อชีวิตร่างกายและจิตใจ เช่น คดีฆ่า เป็นมือปืนรับจ้าง หรือรับจ้างวานฆ่า ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในกรณีที่กระทำความผิดในลักษณะที่เป็นแก๊งค์เป็นขบวนการฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ และการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพล
สำหรับขั้นตอนของการพักโทษจะเริ่มต้นจากการสำรวจนักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์พักโทษทุก 6 เดือน หรือประมาณเดือนมี.ค.และก.ย.ของทุกปี เพื่อตรวจสอบประวัติและสืบเสาะข้อเท็จจริง จากนั้นจะนำรายชื่อพร้อมข้อมูลให้คณะกรรมการคัดเลือกในชั้นเรือนจำพิจารณา จากนั้นจะรวบรวมเอกสารส่งเข้าสู่การพิจารณาระดับคณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมพิจารณาต่อไป





