"ภราดร"ไขปมถ้าเสียพื้นที่รอบพระวิหาร "จะได้รู้คำพิพากษาปี 05 เป็นแบบนี้..."
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวโน้มคดีปราสาทพระวิหาร และสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่อาจได้รับผลจากคำพิพากษา
O ประเมินสถานการณ์การเมืองล่าสุดเป็นอย่างไร
ผลกระทบต่อดีกรีความร้อนแรงทางการเมืองลดลง เพราะคนรู้แล้วว่าเดือน เม.ย.จะเป็นการแถลงข้อมูลหลักฐานด้วยวาจา ยังไม่ได้ตัดสิน กระบวนการยังมีต่อหลังจากนั้นอีกหลายเดือน
O มีการเคลื่อนไหวของหลายกลุ่ม เช่น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการ สมช. ไม่ให้ไทยยอมรับคำพิพากษาศาลโลก
คนที่เคลื่อนไหวอยู่ตอนนี้ ท่านเคยมีตำแหน่งหน้าที่ในอดีต แต่ก็ไม่เคยเห็นไปเรียกร้องอะไร นอกจากยอมรับคำพิพากษา การนัดชุมนุมที่ผ่านมายังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมสถานการณ์ได้ หลังจากนี้ก็จะรอดูเหตุผลและการขยายผลว่าไปได้แค่ไหน เท่าที่ติดตามดู ประชาชนในพื้นที่ (จ.ศรีสะเกษ) ก็เข้าใจ ประชาชนอยากให้อยู่กันอย่างสงบสุข
ตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาลมาสถานการณ์ดีขึ้น ค้าขายก็ดี กลุ่มที่ไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ก็ถูกประชาชนบอกว่าอย่าไปเคลื่อน ฉะนั้นควรพูดไม่ว่าผลคดีออกมาอย่างไรจะอยู่อย่างสันติสุขร่วมกันอย่างไรดีกว่า เราจะเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว สิ่งนี้จะบังคับวิถีให้ต้องอยู่ร่วมกัน
คดีนี้ไม่ใช่การพิพากษาใหม่ แต่เป็นการตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ให้กระจ่างชัด เพราะฉะนั้นผลต้องเหมือนเดิม ไม่แตกต่าง
O มีหลายฝ่ายเป็นห่วงพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร
ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าเรายึดหลักการเป็นสมาชิกยูเอ็น และการอยู่ในประชาคมโลก เราก็ต้องเคารพกติกาการอยู่ร่วมกัน เพื่อความสงบและสันติสุข แน่นอนว่าเราพึงประสงค์ต่อความยุติธรรม แต่เราก็ต้องเคารพคำสั่งศาล หากไม่เคารพ อาจมีการร้องต่อไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้เข้ามาดำเนินการ ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
ผมยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรมของศาลโลก เราต้องเคารพกติกา 50 ปียังอยู่ด้วยกันมาได้ เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย ไทย-กัมพูชาก็ยอมรับอยู่แล้ว ผมยังมองว่าผลของคดีน่าจะเป็นบวกมากกว่า ที่ผ่านมากัมพูชายกแผนที่ 1:200,000 ไทยก็ยกหลักฐานว่าเรื่องนี้จบไปแล้ว ไทยได้ล้อมรั้วรอบปราสาท และกัมพูชาก็ยอมรับ
ฉะนั้นสิ่งที่พึงประสงค์ของ 2 ประเทศคือความสงบสุข ถ้าเกิดปัญหาแล้วลุกลามไปอย่างอื่นจะมีผลข้างเคียง แต่ถ้านำไปสู่การพัฒนาร่วมกันต่อไปน่าจะดีกว่า
O แนวโน้มคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร
น่าจะออกมาว่าไม่รับตีความ หรือถ้ารับ ก็คงไม่ไปชี้ว่าพื้นที่พิพาทเป็นของใคร
O มีการมองกันว่าศาลอาจเข้าข้างกัมพูชา เพราะมีชาติมหาอำนาจช่วยล็อบบี้
ไปห้ามคนคิดไม่ได้ แต่เราต้องเคารพกฎกติกา ที่ผ่านมาเราก็ยอมรับมา 50 ปี
O คนที่ออกมาเคลื่อนไหวเขากลัวว่าไทยจะเสียดินแดนเพิ่ม
ไม่เสียดินแดน เพราะเป็นเรื่องเดิม แต่ความเข้าใจเราไม่กระจ่างชัดเท่านั้นเอง การตีความครั้งนี้จะทำให้ข้อเท็จจริงชัดเจนขึ้น แล้วเราก็จะอยู่ร่วมกันต่อไป การอยู่ร่วมกันสำคัญกว่าเส้นเขตแดน ศักดิ์ศรีความเป็นอาเซียนมีมากกว่าที่จะมาทะเลาะกัน คำตัดสินของศาลโลกเที่ยวนี้จะทำให้เราได้รู้ข้อเท็จจริงกระจ่างขึ้น รู้แล้วก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่อย่างนั้นก็มีแต่ความเสียหาย เหมือน 2 ปีของรัฐบาลชุดที่แล้ว จนต้องไปศาลโลก และไม่ส่งผลดีกับใครเลย
O ถ้าศาลตัดสินออกมาแล้วไทยเสียพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรไป จะทำอย่างไร
ต้องเข้าใจว่ามันเป็นคำพิพากษาเดิม และครั้งนี้เป็นการตีความคำพิพากษา เมื่อศาลตีความออกมาก็จะทำให้เรารู้ข้อเท็จจริงว่าคำพิพากษาเมื่อปี 2505 จริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้ ถ้าศาลตัดสินว่าเป็นของเขาก็ต้องเป็นของเขา เมื่อรู้แล้วก็ต้องยอมรับ และอยู่ร่วมกันต่อไป





