วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมภพ'ชี้ค่าแรง300 ขาดแคลนแรงงานระดับล่าง

"ดร.สมภพ"ชี้นโยบายค่าแรง300บาท ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่บางแห่งขาดแคลนแรงงานระดับล่างอย่างหนัก สะท้อนกลไกไร้ประสิทธิภาพ

จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกจังหวัด อยู่ที่ 300 บาทต่อวัน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ส่งผลให้มีการปรับตัวของแรงงานทั้งในธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยได้มีการสัมภาษณ์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน

ดร.สมภพ กล่าวว่า นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมากลไกค่าแรงของไทยไม่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จากหลังนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน เริ่มมีผลบังคับใช้ ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่บางแห่งขาดแคลนแรงงานระดับล่างอย่างหนัก

"ถ้าธุรกิจมีความจริงใจ ก็จ่ายค่าแรงมากกว่า 300 บาทได้ เพราะขณะนี้ประเทศไทย ถือว่าอยู่ในช่วงขาดแคลนแรงงาน โดยในอัตรากำลังแรงงาน อายุ 14-60 ปี ที่มีอยู่ประมาณ 40 ล้านคน มีผู้ว่างงานน้อยมากเพียง 0.7% หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 280,000 คนเท่านั้น เป็นแรงงานระดับปริญญามากถึง 220,000 คน ส่วนแรงงานระดับล่างนั้นอยู่ในภาวะขาดแคลนมาก ไทยจึงไม่เหมือนสหรัฐ ที่มีการว่างงานสูงถึง 8% ขณะที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู มีการว่างงานสูงถึง 19%"ดร.สมภพ กล่าว

ดร.สมภพ บอกว่า นอกจากปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่าง ซึ่งเป็นผลจากกลไกค่าจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพกำลังแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มระดับปริญญามีปัญหามาก ระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ไม่สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้บัณฑิตจบใหม่ ทำงานไม่ตรงกับสายที่เรียนมาเป็นจำนวนมาก จนติดอันดับต้นๆของโลก

ขณะที่บัณฑิตที่ทำงานตรงสาย มักจะขาดคุณลักษณะความอดทน ความรับผิดชอบ และความผูกพันกับองค์กร จึงย้ายงานบ่อย เมื่อย้ายงานบ่อยการลงทุนในทรัพยากรบุคลขององค์กรธุรกิจจะสูญเสียไป ทั้งหมดนี้เป็นตัวบั่นทอนประสิทธิภาพ ความสามารถการผลิตของธุรกิจในประเทศ

"สาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่ง มาจากการวางแผนกำลังคนของประเทศ ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม"

ดร.สมภพ ย้ำว่า ปัญหาแรงงานของประเทศไทยที่ขาดแคลนทั้งปริมาณและคุณภาพในขณะนี้ ทำให้กลุ่มธุรกิจต้องหาทางออก โดยสร้างมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยของตัวเองขึ้นมาหรือที่เรียกว่า มหาวิทยาลัยโดยองค์กรธุรกิจ (Corporate University) ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเอกชน แต่เป็นมหาวิทยาลัย ที่บริษัทสร้างขึ้น โดยใช้องค์ความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการ และความรู้ด้านธุรกิจ มาเป็นหลักสูตรสอนให้แก่นักเรียนและนักศึกษา

"ข้อดีของมหาวิทยาลัยโดยองค์กรธุรกิจ คือคนที่เข้ามาเรียนจะได้เรียนองค์ความรู้จริงจากธุรกิจ ขณะเดียวกันก็จะได้ทดลองงาน ลงมือปฏิบัติงานจริง ทำให้เด็กที่เข้ามาเป็นแรงงานจากมหาวิทยาลัยโดยองค์กรธุรกิจ จะถูกฝึกฝนให้เป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมีความผูกพันกับองค์กร คนเหล่านี้พร้อมที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำงานได้ทันทีที่จบการศึกษา และเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน"ดร.สมภพ กล่าวทิ้งท้าย