วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส.ส.ร.50แนะรัฐบาลตั้งคำถามประชามติให้ชัด

อดีตส.ส.ร.50แนะรัฐบาลตั้งคำถามประชามติ ให้ชัด หวั่นถูกตีความจนเป็นปัญหาซ้ำ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือเนชั่น ต่อประเด็นการเดินหน้าทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาล ว่า ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ระบุว่าให้สิทธิ์ นายกฯ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ต่อเรื่องทำประชามติ ถ้าประธานทั้ง 2 สภาฯ เห็นด้วย ถือว่ากระบวนการทำประชามติได้เริ่มต้นขึ้น ทั้งนี้ในกระบวนการทำประชามติตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ระบุไว้สามารถทำได้ 2 แบบ คือ แบบปรึกษาหารือ และแบบหาข้อยุติ เด็ดขาด โดยส่วนตัวมองว่าการทำประชามติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ นั้นควรทำแบบหาข้อยุติ เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้สังคมมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ต้องการแก้ไข และกลุ่มที่ไม่ต้องการให้แก้ไข สำหรับการตั้งคำถามหรือตั้งหัวข้อการทำประชามตินั้น ตนมองว่าต้องให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ หรือก่อให้เกิดการตีความในภายหลัง ไม่เช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้อีกภายหลัง

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ตนเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่พบว่าผลของการบังคับใช้ไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่น มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมือง ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรง ทำให้ระบบการเมืองและพรรคการเมืองอ่อนแอ แต่การแก้ไขมาตราดังกล่าวไม่ใช่เพื่อเป็นไปตามความต้องการของนักการเมือง แต่มีจุดที่ควรแก้ไข คือ กรณีที่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปเป็นนอมินีอยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของรัฐมนตรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมากกว่า

“ผมเห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเราพิจารณาประเมินผลการบังคับใช้ทั้งหมดแล้ว พบว่ามีสิ่งที่ต้องปรับปรุง แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่า กลไกที่รัฐธรรมนูญไม่ขับเคลื่อนหรือเป็นอุปสรรค ขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายลูกด้วยหรือไม่” นายสุรชัย กล่าว (อ่านละเอียดได้ในนสพ.เครือเนชั่น ฉบับวันที่ 13 ม.ค.56 )