วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุขุมพันธุ์'ก้าวย่างไม่ง่ายเก้าอี้ผู้ว่าฯสมัย2

เส้นทางสายหิน"สุขุมพันธุ์" ก้าวย่างที่ไม่ง่าย เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.สมัยสอง

"ผมพร้อมตายเพื่อคนกรุงเทพฯ และพร้อมจะกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง ถ้ามอบความไว้วางใจเลือกผมวันที่ 3 มีนาคมนี้" สิ้นเสียงสุดท้ายม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ก่อนจรดปากกาเซ็นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2556

ถือว่าไม่ผิดคาดที่สุขุมพันธุ์เลือกเกม "ชิงลาออก" ก่อนครบวาระ 10 ม.ค. เปิดโอกาส 3 เด้งให้ทั้งตัวเอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และผู้สมัครรายอื่น จัดแถวเตรียมปรับโหมดฤดูกาลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เต็มตัว โดยนัยยะของการชิงลาออกครั้งนี้ นอกจากให้กกต.มีเวลาเลือกตั้ง 60 วันแล้ว สุขุมพันธุ์และผู้สมัครทุกคนจะได้รับสิทธิ์การ "ล้างข้อกฎหมาย" เปิดช่องร้องเรียนการห้ามหาเสียงเลือกตั้ง 60 วัน ในมาตรา 57 ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นปี 2545 เรียกว่าเปิดเกม "สุขุมพันธุ์" ถือแต้มต่อทางการเมืองในเวทีเลือกตั้ง

เมื่อมองย้อนเส้นทาง "ความเป็นไป" ระยะ 4 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. สุขุมพันธุ์เข้ามาบริหารกรุงเทพฯผ่าน 2 วิกฤติการเมือง 1 วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 วิกฤติ ถือว่าสุขุมพันธุ์สอบผ่านในแง่นักเจรจา โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมใหญ่ทางการเมือง หน่วยงานกทม.รอดวิกฤติเหตุไฟไหม้ทั้งหมด ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ศูนย์กลางกรุงเทพฯก็รอดพ้นจากภัยธรรมชาติเล่นงานเช่นกัน

"สุขุมพันธุ์" เล่นบทบาทฉีกภาพตัวแทนทางจากพรรคการเมือง เปิดรับความเห็นฝ่ายตรงข้าม ว่ากันว่าคุณชายหมูมีคอนเนคชั่นลับกับ "เบอร์ 1" พรรคเพื่อไทย ในช่วงสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องมีทางออกทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมเป็นช่วงเวลากอบโกยคะแนนนิยม โดยในช่วงนั้น สุขุมพันธุ์ลงพื้นที่ในเขตที่ประสบภัยตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ฉายภาพบทบาทผู้นำกทม. โดยระหว่างนี้จะมีฐานเสียงประชาธิปัตย์ทั้ง ส.ส.,ส.ก., ส.ข. ปูทางสร้างโอกาสให้สุขุมพันธุ์กลับมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้ประกาศแคมเปญหาเสียง "สานงานต่อ ก่องานใหม่" บริบทประชาวิวัฒน์แบบฉบับธงสีฟ้า

ทว่าจุดอ่อนคือ "การสื่อสาร" ยังเป็นปัญหาระหว่างสาธารณะกับสุขุมพันธุ์ รวมถึงความไม่มีเสน่ห์ผู้นำในภาวะวิกฤติ รวมถึงเสียงวิพากษ์ความเป็นเอกเทศ หรือรัฐอิสระในพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 4 ปีที่ผ่าน เป็นช่องว่างสำคัญระหว่างประชาธิปัตย์กับสุขุมพันธุ์ ซึ่งเสียงสะท้อนนี้สุขุมพันธุ์รับรู้มาโดยตลอด "การลดช่องว่าง" จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในสัญญาใจกับบิ๊กประชาธิปัตย์รายหนึ่ง จนที่สุดสุขุมพันธุ์ได้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน "ความร้าวลึก"ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในภาพการเมืองใหญ่ ส่งผลต่อการประสานงานระหว่างกทม.กับรัฐบาลไปด้วย โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่ไม่มีความเป็นเอกภาพทั้งสองหน่วยงาน ทำให้หลายพื้นที่ที่ไม่ใช่จุดเสี่ยงกลายเป็นเหยื่อจากเกมทางการเมือง ซึ่งจุดนี้อดีตนักการทูตอย่างสุขุมพันธุ์ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปหลายครั้งเอง จนขาดภาวะผู้นำการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในสถานการณ์บางอย่าง

ปีสุดท้ายในวาระตำแหน่งถือเป็น"ขาลง"ของสุขุมพันธุ์ ภายหลังข้อกล่าวหาเรื่องการสร้างสนามฟุตซอล การแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่สำคัญการลงนามสัญญาจ้างรถไฟฟ้ากับบีทีเอสเป็นเวลา 30 ปี วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท เป็นชนักปักหลังที่สุขุมพันธุ์ยังสลัดออกไม่ได้

สปอร์ตไลท์ฉายสว่างไปที่"คดีบีทีเอส" ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังสาวข้อมูลตีวงล้อมเล่นงานอดีตผู้ว่าฯกทม. ที่สุดแล้วปลายทางกระบวนการตรวจสอบพบพิรุธมูลความผิด ก็ถือว่าเส้นทางการเมืองกรุงเทพฯของสุขุมพันธุ์ ซ้ำรอย "คดีรถ-เรือดับเพลิง" ยุคอภิรักษ์ โกษะโยธิน เเละอาจเป็นแผลใหญ่เเผลที่ 2 ในนามประชาธิปัตย์ยุคครองเมืองหลวงทันที

ส่วนความเคลื่อนไหวฝั่งเพื่อไทยชัดเจนแล้วว่า 13 ม.ค. เตรียมเรียกประชุมใหญ่คณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อลงมติส่งชื่อ "พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการกับสังคมในวันที่ 15 ม.ค.

ที่ผ่านมาศึกในพรรคเพื่อไทย ทำให้แผนการเปิดตัวผู้สมัครทำได้ช้ากว่าฝ่ายอื่น แต่หากมองการถือว่า"ชิงความได้เปรียบ" ในการประเมินข้อดีและข้อด้อยของคู่แข่ง เพื่อนำมาปรับแผนใช้ในภารกิจเลือกตั้ง ที่สำคัญได้หลบเกมสาดโคลนทางการเมือง แต่งตัวให้พล.ต.อ.พงศพัศทางสื่อในมือและเครือข่าย ประกาศ "ถือธงแดง" ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.คนที่ 16

งานนี้จุดสำคัญที่จะพา "เพื่อไทย" เข้ามากุมอำนาจที่ศาลากทม.ครั้งแรก ด้วยเครือข่ายอำนาจรัฐหนุนหลังพล.ต.อ.พงศพัศ จากทุกสรรพกำลังกระแสและกระสุนในมือ เพื่อชิงฐานอำนาจสุดท้ายประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ยังมีตัวแปรจากผู้สมัครอิสระ เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุหฤท สยามวาลา ผู้บริหารวงการธุรกิจเครื่องเขียน หรือนายโฆษิต สุวินิจจิต อดีตเจ้าพ่อสื่อดาวเทียม พร้อมช่วงชิงคะแนน 2 พรรคใหญ่ไปไม่มากก็น้อย จากจุดขายความเป็นอิสระพรรคการเมือง

จากนี้การแข่งขันการเลือกตั้งจะไม่ใช่แค่การหาเสียงตามนโยบายธรรมดา เพราะฉากหลังยังมีการโจมตี ดิสเครดิต ขยายภาพความขัดแย้งทางการเมือง เมื่อฝั่งเพื่อไทยต้องการการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ หากแต่กรุงเทพฯก็เป็นที่มั่นสุดท้ายที่ประชาธิปัตย์จะแพ้ไม่ได้เช่นกัน

เวทีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ จึงมีคะแนนเสียงคนกรุงเทพฯเป็นเดิมพัน ต่อ 2 ขั้วอำนาจใหญ่ ขั้วอำนาจที่โปรยกับดักประชานิยม บนความแตกแยกร้าวลึกที่คนกรุงเทพฯหนีไม่พ้น