"ธาริต"ยันดีเอสไอไม่เกี่ยว! กดดันช่อง 3 ปลดเหนือเมฆ2
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่ามีการใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือกดดันให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สั่งถอดละครเหนือเมฆ ซึ่งมีเนื้อหาเสียดสีนักการเมืองว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยทราบข่าวดังกล่าว และไม่เข้าใจว่าดีเอสไอจะไปเกี่ยวข้องกับการสั่งแบนละครได้อย่างไร จึงมั่นใจว่าดีเอสไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแน่นอน
ส่วนที่มีการโยงกรณีชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐที่เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบการต่อสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่างบริษัทอสมท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด หรือช่อง 3 ออกไปอีก 10 ปีนั้น ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะกรณีดังกล่าวดีเอสไอยังไม่ได้เริ่มต้นสอบสวน มีเพียงการสอบปากคำฝ่ายผู้ร้องไว้เท่านั้น โดยมอบหมายให้นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ล่าสุดเพิ่งได้ออกหนังสือเชิญนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตประธานบอร์ด อสมท. และผู้บริหารช่อง 3 เข้าชี้แจงข้อมูล จึงถือว่าดีเอสไอยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ กับกรณีดังกล่าวเลย
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 55 นายธนเดช พ่วงพูล ประธานชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อดีเอสไอ ให้ตรวจสอบกรณีการต่อสัญญาระหว่างบริษัทอสมท.ฯ กับช่อง 3 เป็นผลให้ได้รับการขยายอายุสัมปทานออกไปเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและเป็นการละเว้นการกระทำตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ไม่เกิดการแข่งขันราคาอย่างเสรี หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และยังเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ เนื่องจากเป็นกิจการที่มีมูลค่าสัญญาสูงกว่า 1,000 ล้านบาท การต่อสัญญาต้องดำเนินการตามพรบ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ หรือพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พฤติการณ์ของบอร์ดอสมท.น่าจะเป็นการดำเนินการไม่โปร่งใส หากมีการเปิดประมูลให้มีการแข่งขันเสรี รัฐบาลอาจมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้าน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวพิจารณาจากผลประกอบการของช่อง 3 ตั้งแต่ปี 51-53 มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท คำนวนระยะเวลา 10 ปีจะมีรายได้ 150,000 ล้านบาท เมื่อมีการต่อสัญญาเดิมในระยะเวลา 10 ปีรัฐจะมีรายได้เพียง 2,002,610,000 บาท และเงินนอกสัญญาอีก 405 ล้านบาท รวมเป็นเงินเพียง 2,407 ล้านบาทเศษ คิดเป็นเงินเพียง 1% ของรายได้ที่ช่อง 3 ได้รับ การกระทำของบอร์ดอสมท.จึงมีความน่าสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดร่วมกับช่อง 3 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องร้องขอให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริง





