กกต. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยจำกัดอำนาจศาลฎีกา ไม่ให้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต. เกี่ยวกับการเลือก สว.
KEY POINTS
- กกต. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยจำกัดอำนาจศาลฎีกา ไม่ให้ตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต. เกี่ยวกับการเลือก สว.
- กกต. อ้างว่าเมื่อตนมีคำสั่งรับสมัครหรือยกคำร้องเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. แล้ว ให้ถือเป็นที่สุด ศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับเรื่องมาตรวจสอบซ้ำ
- การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองในทางการเมืองว่าเป็นการที่ "ระบอบสีน้ำเงิน" ใช้ กกต. เป็นเครื่องมือเพื่อต่อสู้กับศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรที่ยังคงความเป็นอิสระ
- ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า กกต. ไม่มีอำนาจยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ควรยื่นคัดค้านในคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาอยู่
ต้องถือว่า ‘สีน้ำเงิน’ เดินแรง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของศาลฎีกา
ประเด็นแรกอ้างว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
อีกประเด็นคือ กรณี กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
สาเหตุที่ “กกต.” ขยับในเรื่องนี้ เนื่องจากมีผู้สมัคร และผู้มีสิทธิเลือก สว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก รวม 5 ราย ซึ่งศาลฎีการับเป็นคดีดำ โดยจะเริ่มกระบวนการไต่สวนในเดือน พ.ย.นี้ และมีทีท่าว่า คดีจะจบเร็ว
ซึ่ง กกต. เห็นว่า การที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว
อย่างไรก็ดี การที่ กกต. เดินหน้าเรื่องนี้ ในทางการเมืองก็มองกันว่า ตั้งใจจะชนกับ “ศาลฎีกา” โดยใช้กลไกที่ตัวเองก้าวก่ายได้มาเป็น “เครื่องมือ หรือไม่
เพราะปัจจุบัน ทั้ง “กกต.” และ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ต่างถูกมองว่า เป็นกลไกสำคัญที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” คืบคลานเข้าไปได้ จนกุมเสียงข้างมากในองค์กรนั้นๆ
“กรรมการ กกต.” และ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” หลายคนในปัจจุบัน ได้รับความเห็นชอบจาก “วุฒิสภา” ชุดนี้ ที่ถูกตั้งฉายาว่า เป็น “สว.สีน้ำเงิน”
เหตุที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” เดินแรง จนถึงขั้นชนกับ “ศาลฎีกา” ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปยุ่มย่าม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหมากกระดานนี้ พวกเขาไม่สามารถคุมเกมได้ทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา
เนื่องจากในอดีต เวลามีการร้องเรียนไปยัง “องค์กรอิสระ” ต่างๆ “ระบอบสีน้ำเงิน” มักจะคุมเกมได้ เพราะวางขุมข่ายของตัวเองเอาไว้ได้หมด
อย่างเช่น กรณีศาลรัฐธรรมนูญก่อนยุคที่สีน้ำเงินจะคืบคลานเข้ามา เคยมีมติให้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม พ้นจากตำแหน่ง กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” ในยุคที่สีน้ำเงินสอดแทรกเข้าไปเยอะ กลับหักมติศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการ “ยกคำร้อง” จน “ศักดิ์สยาม” หลุดคดีอาญา
หากแต่กับ “ศาลฎีกา” นั้น แตกต่างกับองค์กรอิสระอื่นๆ และแทบจะเป็นกลไกเดียวที่ยังศักดิ์สิทธิ์ และคอย “ถ่วงดุล” การทำหน้าที่ของรัฐบาลและองค์กรอิสระอยู่
ที่สำคัญ “ระบอบสีน้ำเงิน” ยังกลืนกินไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องใช้เหลี่ยมทางกฎหมาย และกลไกที่มีอยู่ในมือมาสู้ อย่างเช่น “กกต.” และ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ น่าติดตาม เพราะหลายคนออกมาแย้งว่า ไม่สามารถทำได้ โดย “จรัญ ภักดีธนากุล” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า ปัญหาที่จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้น ต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่ใจของตัวเอง หรือเป็นปัญหาความขัดแย้งที่ไปชนกับองค์กรศาล เพราะมาตรา 210 (2) ของรัฐธรรมนูญ ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างองค์กรอิสระด้วยกันเอง หรือระหว่างองค์กรอิสระกับ ครม. หรือสภาเท่านั้น
“อ.จรัญ” ยังแนะด้วยว่า หากเห็นว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับเรื่อง กกต.ควรจะยื่นคัดค้านเข้าไปที่ศาลฎีกาเอง
“กกต. จะต้องยื่นคำร้องคัดค้านเข้าไปในคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณาอยู่ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียหรือคู่กรณี จากนั้นจึงขอให้ศาลฎีกาเป็นผู้ส่งประเด็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่าบทบัญญัติ หรือระเบียบที่ศาลฎีกาใช้อยู่นั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ส่งเรื่องไปเอง กกต. ไม่สามารถยื่นตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้”
อย่างไรก็ดี การที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” เดินเกมนี้ ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ ค่อนข้างจะมีความเสี่ยง เพราะเหมือนเป็นการเปิดหน้าเป็นศัตรู
ชั่วโมงนี้ “สีน้ำเงิน” เลือกเดินเกมแรงดับเครื่องชน “ศาลฎีกา” หมายมุ่งเซฟ “เครือข่ายน้ำเงิน” ให้พ้นจากภัยคดีโกง สว. แบบเบ็ดเสร็จ แต่อาจจะกลับเป็นการโหมแรงไฟเพิ่มชนวนขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น





