'ปิยรัฐ' สส.ปชน.ยันมติ กมธ.กฎหมายฯ 7:0 เรียก 'นายกฯ' มาแจงต่อสภาฯ ชอบด้วยกฎหมาย สวน 'ภราดร' สภาฯสั่งการไม่ได้ ท้า 5 สส.ภูมิใจไทย ยื่นจริยธรรม 'โรม'
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กมธ.กฎหมายฯ มีมติเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ว่า การลงมติของกรรมาธิการฯ เป็นไปตามกรอบองค์ประชุมและข้อกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยองค์ประชุมเต็มของกรรมาธิการฯ มีทั้งหมด 15 คน ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งตามกฎระเบียบการลงมติจะต้องมีองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่ง หรือไม่ต่ำกว่า 8 คน
นายปิยรัฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ กรรมาธิการในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการฯ ส่งผลให้ ณ ขณะที่กรรมาธิการฯ กำลังประชุมพิจารณาอยู่นั้น จำนวนกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่จริงจึงลดลงเหลือเพียง 14 คน ทำให้องค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่งในการลงมติปรับลดลงมาอยู่ที่ 7 คนขึ้นไป ดังนั้น มติ 7 ต่อ 0 เสียงของที่ประชุมกรรมาธิการฯ จึงถือว่าครบองค์ประชุมและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ
นายปิยรัฐ กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีความสับสนเรื่องรายชื่อกรรมาธิการคนใหม่ว่า แม้ช่วงบ่ายจะมีรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อ น.ส.คมคาย อุดรพิมพ์ จากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาแทน แต่กรรมาธิการฯ ยังไม่ได้รับหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากประธานสภาฯ อีกทั้ง น.ส.คมคายก็ได้ขอลาออกทันทีในขณะนั้น ก่อนที่สภาฯ จะมีมติรับรองพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นกรรมาธิการคนใหม่ในช่วงเย็น ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ประชุมกรรมาธิการฯ ได้ลงมติเสร็จสิ้นและปิดการประชุมไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตั้งคำถามถึงอำนาจในการเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงนั้น นายปิยรัฐ กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจเนื่องจากนายภราดรเคยเป็นถึงอดีตรองประธานสภาฯ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่ข้อบังคับการประชุมสภาฯ เท่านั้น แต่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2558 มาตรา 13
"กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า หากรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ไม่กำชับให้ข้าราชการหรือหน่วยงานในกำกับดูแลมาชี้แจงต่อกรรมาธิการตามหนังสือเรียก เช่น กรณีของคุณนฤชา ที่ไม่ได้มาชี้แจง ตัวรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และต้องเดินทางมาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงสาเหตุดังกล่าวด้วยตนเอง" นายปิยรัฐ กล่าว
นายปิยรัฐ กล่าวด้วยว่า กรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือติดตามไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและประธานสภาฯ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม โดยกำหนดให้ตอบกลับภายในวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อไม่มีการตอบกลับหรือกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง จึงถือว่านายกรัฐมนตรีละเลยการสั่งการ กรรมาธิการฯ จึงต้องปฏิบัติตามไทม์ไลน์กฎหมาย มาตรา 13 ด้วยการส่งเรื่องให้ประธานสภาฯ แจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ
ส่วนกรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 5 คน ในคณะกรรมาธิการฯ เตรียมยื่นร้องจริยธรรม นายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการฯ นั้น นายปิยรัฐ กล่าวว่า พร้อมนำข้อกฎหมายมาพิสูจน์กัน เพราะตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ระบุไว้ว่า หากกรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายจะไม่มีความผิด แต่หากละเว้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ต่างหากที่จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทุกขั้นตอนของกรรมาธิการฯ จึงเป็นการดำเนินงานตามกรอบกฎหมายอย่างครบถ้วนและถูกต้องแล้ว





