แม้วิกฤติตะวันออกกลาง ยังไม่ส่งไทย ยังอยู่ห่วงโซ่นอก แต่ สมช. ประเมิน 4 ฉากทัศน์วิกฤติ เตรียมแผนรับมือทั้ง ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัย
KEY POINTS
- สมช. ประชุมส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ตะวันออกกลาง
- สมช.กำหนดสถานการณ์ตะวันออกกลางเอาไว้ 4 ฉากทัศน์เพื่อวางแผนรับมือ
- รัฐบาลเตรียมอพยพคนไทยตะวันออกกลางหากสถานการณ์รุนแรง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เปรียบเสมือนกระดานเกมหมากล้อมของมหาอำนาจ ที่ต่างฝ่ายต่างมีหมากอยู่ในมือ และพร้อมขยับเกมเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งไม่เพียงส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก แต่ยังสะท้อนการแข่งขันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศตนเอง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ฝ่ายใดจะอดทนอดกลั้นและประคองเกมได้นานกว่ากัน
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงประเทศขนาดกลางที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลกจำกัด การวางหมากทุกก้าวจึงต้องรอบคอบ รู้จังหวะว่าจะขยับเมื่อใด ควรถอยเมื่อใด และต้องรักษาสมดุลอย่างไร เพื่อไม่ให้แรงปะทะจากความขัดแย้งของมหาอำนาจย้อนกลับมาสร้างภาระให้ประชาชนภายในประเทศ
นี่คือโจทย์สำคัญที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องประเมินและเตรียมรับมือ เมื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” และมีความเสี่ยงที่จะขยายผลกระทบออกไปไกลกว่าสมรภูมิรบ
ในการประชุมส่วนราชการและภาควิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลาง
โดยมี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ ร่วมให้ข้อมูล
ได้กำหนดสถานการณ์ตะวันออกกลางเอาไว้ 4 ฉากทัศน์เพื่อวางแผนรับมือ
ฉากทัศน์แรก ความขัดแย้งยุติลงด้วยการเจรจา เปิดทางให้สถานการณ์คลี่คลายและลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
ฉากทัศน์ที่สอง เกิดการสู้รบ แต่จำกัดขอบเขตความขัดแย้ง ไม่ขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่น
ฉากทัศน์ที่สาม การสู้รบรุนแรงขึ้น แต่ไม่ยืดเยื้อยาวนาน เท่ากับความขัดแย้งครั้งที่ผ่านมา
และ ฉากทัศน์ที่สี่ ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด เมื่อการสู้รบรุนแรง ยืดเยื้อ ขยายวงออกไปหลายพื้นที่ และลากยาวจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศในวงกว้าง
โดยผลกระทบทางตรงที่จะตามมา คือความปลอดภัยของแรงงานไทย และพลเมืองไทย ที่พำนักและประกอบอาชีพอยู่แถบตะวันออกกลาง หากสถานการณ์ยกระดับสู่ฉากทัศน์ที่ 3 จะมีการอพยพคนทันที โดย "กองทัพอากาศ" เตรียมการตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธฮูตี โจมตีซาอุดีอาระเบีย โดย ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ตลอด24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถดําเนินการได้ทันท่วงทีหากมีเหตุฉุกเฉิน
ตลอดจนถึงเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ไทยในตะวันออกกลาง โดยให้หน่วยต่างๆ หน่วยข่าว หน่วยความมั่นคง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาจะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด
สำหรับผลกระทบทางอ้อม เรื่องเศรษฐกิจและพลังงาน ปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นห่วงโซ่ ทั้งต้นทุน การขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนต้นทุนราคาสินค้าเกษตรต่างๆ
สมช.สั่งการให้ยกระดับแผนเดิมที่มีอยู่ กระทรวงพลังงาน มีกลไกสำรองน้ำมันตามกฎหมายให้เพียงพอถ้าเกิดวิกฤติ การกระจายแหล่งจัดหา รวมถึงมีการพัฒนาสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีแผนเผชิญเหตุภายใต้แผนเตรียมพร้อมและบริหารวิกฤต
ขณะที่ กระทรวงเกษตรฯ แม้จะยืนยันในที่ประชุมว่า ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบวิกฤติอาหารเพราะมีแหล่งวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตเพียงพอ แต่ได้จัดตั้งวอร์รูม ติดตามราคาสินค้าเกษตร เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ ปัจจัยการผลิต ปุ๋ย เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หาแหล่งทดแทนปุ๋ยเคมี และกำหนดมาตรการช่วยเหลือ ลดต้นทุนการผลิต การใช้พลังงานทดแทน
ในส่วนของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ สตมช. ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันเป็นการเฝ้าระวัง เนื่องจากยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าไทยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีโดยตรง แต่ก็พร้อมยกระดับได้ทันทีหากมีสถานการณ์
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า ผลการหารือที่ประชุมชี้ชัดว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางอยู่ในช่วงวิกฤติซ้อนวิกฤติ แต่ประเทศไทยยังอยู่วงรอบนอกของวิกฤติดังกล่าว เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างจากประเทศทางยุโรปหรือตะวันออกกลาง แต่เพื่อความไม่ประมาทเราได้เตรียมความพร้อมแผนและแนวทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ สมช. มีแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติในการรับมือกับวิกฤตอยู่แล้วตามลำดับขั้นจากเบาไปหนัก แต่ครั้งนี้ด้วยสภาวะที่ผันผวน สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบจากสภาวะสงครามในหลายพื้นที่ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากนี้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ "ศบก.สมช." เพื่อร่วมงานกับภาควิชาการ หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์ ปรับปรุงแนวทางหรือแผนในการดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า สำหรับการแจ้งเตือนประชาชน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมประชาสัมพันธ์ จะดำเนินการโดยเร็วที่สุด ให้ประชาชนรับทราบถึงสถานการณ์อย่างถูกต้อง หากมีสิ่งใดที่ประชาชนต้องการรับทราบข้อมูล ขอให้รับทราบข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
"แม้สถานการณ์ในโลกเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ มีสงครามที่เกิดหลายพื้นที่ แต่มีเหตุการณ์ใหญ่ 2 พื้นที่ยังห่างจากประเทศไทย เราอยู่ในวงรอบที่ 3 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวในปัจจุบันเป็นเรื่องในการเตรียมตัวของส่วนราชการกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง หากประชาชนจะสำรอง อย่าเรียกว่ากักตุน แต่ยังไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น เรายังมีรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะสำรองอาหารและเตรียมแผนต่างๆเอาไว้รองรับ" ประเทศไทยถือเป็นครัวโลก และเป็นการส่งออกด้านเกษตรกรรมอยู่แล้ว เป็นจุดแข็งของประเทศ"
พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าว
ด้าน นายพิชญเดช โอสถานนท์ โฆษก สมช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยกำลังเจอภาวะวิกฤต แต่เป็นการประชุมตามภาวะปกติ ที่เป็นแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติที่กำหนดอยู่แล้ว เป็นการซักซ้อม เตรียมตัวให้กับส่วนราชการต่างๆ มีความพร้อม เพื่อจะได้มีการเตรียมการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง
ทั้งนี้การเตรียมความพร้อมในการประสานระหว่างหน่วยงาน มีแผนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เป็นแผนหลักของประเทศในการประสานงาน มีการประสานระหว่างบุคคลและหน่วยงาน ซึ่งเรื่องนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเป็นหลัก ในการดูแล ภัยความมั่นคงต่างๆ ซึ่งก็ให้ความมั่นใจระบบการแจ้งเตือนเหตุวิกฤตผ่านเซลล์บอร์ดแคส มีการประสานแจ้งเตือนทั้งระดับนโยบายและพื้นที่ และเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ มีการบูรณาการข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
ส่วนเรื่องการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน ทางกรมประชาสัมพันธ์ให้ความมั่นใจ ว่า มีการเตรียมระบบสื่อสารในภาวะวิกฤตใว้แล้ว พร้อมสนับสนุนการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ
“ ขอเน้นย้ำการประชุมเป็นการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมของภาครัฐ ตามกรอบและกลไกที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นการประกาศเตือนภัย หรือส่งสัญญาณว่าประเทศไทยจะเผชิญกับวิกฤตแต่อย่างใด เป็นการประชุมเพื่อให้ความมั่นใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางและกลไกที่สามารถนำมาใช้บริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม หากมีความจำเป็น และเกิดเหตุตามที่ได้ประเมินกันไว้ ” นายพิชญเดช กล่าวและว่า
ในส่วนข้อเสนอนักวิชาการ ให้รัฐ สื่อสารที่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ประชาชน และส่งข้อความที่สร้างความตระหนักให้ประชาชนแต่ไม่ตระหนก พร้อมให้ภาครัฐทำงานกับภาควิชาการอย่างใกล้ชิด ในการแก้ปัญหา รวมทั้งประเมินผลกระทบต่อไทยอย่างรอบด้าน และมีแผนรองรับที่รวดเร็ว เน้นสื่อสารให้คนเข้าใจว่า ความเสี่ยงของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเฝ้าระวังข้อมูลที่บิดเบือน ที่มุ่งสร้างความตื่นตระหนก
“ ขอให้มั่นใจว่านี่เป็นการเตรียมการในภาวะปกติ แต่ถ้าจะยกระดับเมื่อไหร่ สมช.พร้อมเสมอ และจะแจ้งเตือนให้ประชาชน แต่การเตรียมพร้อมและการแจ้งเตือนเป็นคนละประเด็น อันนี้เป็นการประชุมในภาวะปกติ แต่เป็นการประชุมเพื่อ เตรียมพร้อมให้ทุกหน่วย เมื่อภาครัฐมีความพร้อม มีแผนพร้อม ภาครัฐจะได้มีกำลังในการไปช่วยประชาชน ประเทศไทยจะได้พร้อมรับภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้” นายพิชญเดช กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤติตะวันออกกลาง ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย แต่เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลต้องไม่ประมาท เร่งบูรณาการทุกหน่วยงาน เตรียมแผนรับมือทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยประชาชน พร้อมสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน ไม่สร้างความตื่นตระหนก เพราะในเกมมหาอำนาจ ไทยอาจมีหมากไม่มาก แต่ต้องวางให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบจากสงคราม




