“สี่แยกควนหนองหงส์” เป็นจุดรวมพล เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หวังสื่อสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนปักใต้
KEY POINTS
- 'กำนันมะโน' หรือ มะโน เครือแก้ว นำกลุ่มแนวร่วมฯ และเครือข่ายรถบรรทุกจัดชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาราคาพลังงาน
- การเคลื่อนไหวนี้เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มการเมือง 'ส้ม' และ 'เหลือง' โดยมีบุคคลอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วม
- เป้าหมายของการประท้วงคือการท้าทาย 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งหมายถึงพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรครัฐบาลและมีฐานเสียงสำคัญในภาคใต้
- มีการเลือกใช้ 'สี่แยกควนหนองหงส์' เป็นจุดนัดพบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของคนใต้ เนื่องจากเคยเป็นสถานที่ชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์หลายครั้ง
"เกมมวลชน“ส้ม” ผสมโรง “เหลือง”ชน“อนุรักษ์นิยม” เขย่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่าสมรภูมิ “ควนหนองหงส์”สัญลักษณ์ปักใต้!
วันที่5พ.ย. กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.) นำโดย “กำนันมะโน” หรือ “มะโน เครือแก้ว” กำนันตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ ปลุกแนวร่วมผนึกกำลังเครือข่ายรถบรรทุก นัดพบเส้นทางสายใต้รวม 5 จุด เริ่มต้นที่ สี่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
เป้าหมายปลายทางมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงพลังกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน ตรวจสอบค่าการกลั่น และตรึงราคาน้ำมันดีเซล พร้อมยกระดับมาตรการอารยะขัดขืนจอดรถทิ้งเส้นทางหลัก
เช็กแนวร่วม “ม็อบกำนันมะโน” มีทั้ง “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตร ประกาศร่วมสมทบ “ม็อบกำนันนะโม” มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล
ไม่ต่างจาก “สุริยะ ปาลาเร่” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลจะนะ จ.สงขลา 2 สมัย ประกาศนัดหมายออกเดินทางตั้งแต่วันที่4 พ.ย.ที่ผ่านมา
มีคำถามว่า “กำนันมะโน” ผู้นี้เป็นใคร เหตุใดจึงกล้า “เหยียบถ้ำเสือ(สีน้ำเงิน)”
ในมุม “นักวิชาการ” และ “นักเคลื่อนไหว” มีการวิเคราะห์ถึง “แนวร่วม” กำนันมะโน ส่วนหนึ่งมีความ “ใกล้ชิด” หรือเป็น “เครือข่ายเก่า” ของกลุ่มการเมืองภาคประชาชน “ส้ม” ผสมโรง “เหลือง”
บทบาทของ “กำนันมะโน” ในช่วงที่ผ่านมา พยามยามขายภาพความเป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนหรือ “ออแกนิคม็อบ” ที่ไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เขาคือแกนนำสำคัญในการเคลื่อนไหวค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (SEC) ปรากฎหน้าสื่อหลังประกาศระดมพลและนำขบวนรถยนต์ของประชาชนเพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล
ต่อมา “มหาดไทย” ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง “กำนันกระบี่น้อย” ผู้นี้ ก่อนที่บทสรุปจะจบลงที่การ “ว่ากล่าวตักเตือน”
เหนือไปกว่านั้น หากถอดรหัสการเลือก “สี่แยกควนหนองหงส์” เป็นจุดร่วมพล เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หวังสื่อสัญลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนปักใต้
หากยังจำกันได้ “สี่แยกควนหนองหงส์” ถูกใช้เป็นสถานที่นัดชุมนุมสำคัญหลายครั้งหลายครา
กลางปี 2556 มีการชุมนุมของชาวสวนยางเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่สี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัย “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
การชุมนุมครั้งนั้นลุกลามถึงขั้นผู้ชุมนุมและปิดถนนสายเอเชีย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม จนนำไปสู่ความรุนแรง มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก
ในปี 2561 สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลคสช. ชาวสวนยางพารากลับมารวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาราคายางที่ตกต่ำอย่างหนัก
ต่อมาปี 2563 สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์2 สมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย หรือ ส.ค.ย. นัดชุมนุมทวงสัญญาจากพรรคการเมืองเรื่องการผลักดันราคายางพารา
จังหวะเคลื่อนของ “กำนันมะโน” ที่เปรียบเสมือนเป็น “หนู” ที่กล้า “กระตุกหนวดเสือ” ชั่วโมงนี้เแม้ฝ่ายความมั่นคงจะประเมินว่า ยังไม่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงขั้น “ล้มรัฐบาล” ได้
แต่อย่าลืมว่า สมรภูมิภาคใต้ถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ไล่ลึก “59ตั๋วผู้แทนปักใต้” ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา
ภูมิใจไทยครองแชม์ปักใต้ที่ 31 ที่นั่ง กล้าธรรม 12 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง ประชาชาติ 4 ที่นั่ง ประชาชน 2 ที่นั่ง และไทรวมพลัง 1 ที่นั่ง
แน่นอนว่า เกมเคลื่อนของ “ม็อบกำนันมะโน” และแนวร่วมฝ่ายขวา ในเวลานี้ ย่อมหวังอาศัยจังหวะ “ขยี้แผล” รัฐบาลภูมิใจไทย
จาก “เรือธงแลนด์บริดจ์” ที่เผชิญมรสุมล่มลงกลางทะเล สู่ปมร้อนแก้ปัญหา “ราคาพลังงาน”เขย่าความเชื่อมั่นและคะแนนนิยม “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถืออำนาจบริหารอยู่ในเวลานี้





